
คำศัพท์ที่เกิดขึ้นและแพร่กระจายบนโลกออนไลน์อาจมีอายุเพียงไม่กี่เดือน แต่กลับสร้างความเชื่อมโยงให้คนบางกลุ่มเข้าหากัน ขณะที่นักภาษาศาสตร์มองว่า การสร้างคำใหม่ การเปลี่ยนความหมาย และการใช้ภาษาเพื่อสร้างอัต ลักษณ์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางภาษา
“6 7” คำศัพท์เหล่านี้อาจจะไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในแบบเรียนภาษาไทยตามหลักวิชาการ หรือคำบางคำอาจแปลกตาจนต้องร้อง เอ๊ะ! นี่เราอยู่บนโลกเดียวกันหรือเปล่า? แต่สำหรับคนที่เล่นโซเชียลมีเดียเป็นประจำอาจจะคุ้นหูคุ้นตากับคำศัพท์เหล่านี้อยู่บ้างเช่น คำว่า “6 7” ตัวเลขแสนธรรมดา แต่พอเด็ก ๆ หรือวัยรุ่นบางกลุ่มได้ยิน ก็พร้อมที่จะทำท่าทางสลัดมือขึ้นลงกันอย่างพร้อมเพรียง จนน่าแปลกใจว่านี่ใช่สัญญาณลับอะไรหรือไม่
แท้จริงแล้ว “6 7” เป็นสแลงบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram Reels ก่อนที่จะกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก โดยจุดเริ่มต้นต้องย้อนกลับไปถึงวลีในเพลงแร็ป “Doot Doot (6 7)” ของ Skrilla ก่อนที่ชาวเน็ตจะนำท่อน “6 7” ไปประกอบคลิปไฮไลต์ของ LaMelo Ball นักบาสเกตบอล NBA ที่มีส่วนสูง 6 ฟุต 7 นิ้วพอดี จนตัวเลขนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าที่มาของ “6 7” คือ คำนี้แทบไม่มีความหมายที่ตายตัว และกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกของผู้คนได้ โดยมีการอธิบายไว้ว่า “6 7” ทำหน้าที่คล้ายมุกตลกภายในกลุ่มที่คนในกลุ่มเข้าใจร่วมกันนั่นเอง เช่น เมื่อเราซึ่งอาจอยู่ในวัยรุ่น หรือโตกว่านั้นเมื่อพบเจอเด็กเจนอัลฟ่า (กลุ่มเด็กที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2553 ถึง 2567) ก็อาจจะทำท่า 67 ใส่ และยิ้มหัวเราะกันเสมือนว่าเจอเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวที่กำลังทำท่าประจำกลุ่มกันอยู่นั่นเอง
ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับ “6 7” เพียงคำเดียว แต่ยังเกิดขึ้นกับศัพท์บนโลกออนไลน์ตลอดเวลา คำบางคำเกิดจากการเล่นคำ บางคำถูกนำความหมายเดิมมาดัดแปลง บางคำเกิดจากมีม หรือบางคำแทบไม่มีความหมายที่อธิบายเป็นคำพูดได้ชัดเจน แต่กลับมี “ความหมายร่วม” ที่คนในกลุ่มเข้าใจกัน
ภาษาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
ภาษาเป็นสมบัติและเครื่องมือสำคัญของมนุษย์ในการสื่อสาร โดยแต่ละสังคมล้วนมีภาษาของตนเองเช่นเดียวกับวัฒนธรรม นักมนุษยวิทยาจึงมองว่าภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เพราะมีลักษณะเป็นระบบ ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ต้องอาศัยการเรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อีกทั้งยังต้องเป็นที่ยอมรับของสมาชิกในสังคม ดังนั้น การเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงของคำศัพท์จึงสะท้อนให้เห็นว่า ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเรียนรู้และปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ จะสังเกตได้ว่า ตัวเลข หรือคำสแลงแปลกตาบนหน้าฟีดของเรา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นอย่างไร้สาระ เพราะในโลกออนไลน์ที่ทุกคนเชื่อมถึงกัน ความเป็นไวรัลของภาษาทำหน้าที่เป็นเหมือน “ตั๋วผ่านเข้ากลุ่ม” ที่ช่วยดึงดูดผู้คนที่มีรสนิยม ความสนใจ หรืออารมณ์ขันแบบเดียวกันให้มาอยู่รวมกันในคอมมูนิตี้เดียวกันนั่นเอง
ภาษาที่รวมเราเป็นหนึ่ง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศุภกิต บัวขาว อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้ว่า คำศัพท์เฉพาะกลุ่มไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งอาชีพ อายุ สังคม เพศ หรือกลุ่มคนที่มีความสนใจร่วมกัน เช่น ศัพท์ของอาชีพแอร์โฮสเตสที่ใช้สื่อสารในการทำงานให้เป็นไปอย่างราบรื่นนั่นก็เรียกคำศัพท์เฉพาะกลุ่ม หรือศัพท์ของกลุ่ม LGBTQ+ ,Gen Alpha ที่ไวรัลบนโลกออนไลน์
“สิ่งสำคัญของการมีศัพท์ร่วมกันคือเพื่อสร้างความเป็นกลุ่ม สร้างอัตลักษณ์ แบบตัวเราเองก็ได้ หรืออีกแบบหนึ่งเราก็เรียกว่าอัตลักษณ์กลุ่มก็ได้” อาจารย์ศุภกิตกล่าว
สอดคล้องกับ เดวิด คริสตัล (David Crystal) นักภาษาศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่อธิบายว่า คำแสลง (Slang) เป็นคำที่คนใช้เพื่อแสดงออกด้วยคำพูดว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ไม่มีพิธีรีตอง และส่วนมากจะเป็นภาษาปาก ดังนั้น คำแสลง (Slang) จึงต่างจากภาษามาตรฐานทั่วไป เพราะฉะนั้นหากเราอยากให้คนทั่วไปเข้าใจการพูดและการเขียนของเรา เราจึงควรเลี่ยงไม่ใช้ภาษาแสลง
อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำ หรือภาษาเหล่านี้มักเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย คำศัพท์เฉพาะกลุ่มบางครั้งอาจผูกติดอยู่กับอายุของการใช้งาน อาจารย์ศุภกิต ยกตัวอย่างคำศัพท์ในยุค 90 เช่น คำว่า “จ๊าบ” ที่แปลว่าเจ๋ง เยี่ยม เลิศ แม้ตอนนี้อาจไม่ได้รับความนิยมเท่าในอดีต แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน จากที่เคยเป็นคำแสลง ณ ปัจจุบันก็กลายเป็นคำพูดทั่วไป แต่กับคำบางคำนั้นก็มีอายุที่สั้น อาจจะ 3 เดือน ถึง 1 ปี พอผ่านไปปีหนึ่งแล้ว หากคุณยังพูดคำนี้อยู่ก็แปลว่าคุณเชยแล้ว หรือเรียกอีกอย่างว่า “ตกเทรนด์” เพราะการที่คำหนึ่งคำจะอยู่รอด หรือหายไปนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคำนั้น “ถูก” หรือ “ผิด” ตามหลักไวยากรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้คนยังเลือกหยิบคำนั้นมาใช้หรือไม่ เพราะเมื่อความสนใจของคนในสังคมเปลี่ยน และกลุ่มคนที่ใช้ภาษาเปลี่ยน ภาษาเองก็จะปรับตามไปด้วยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ความสร้างสรรค์จุดกำเนิดคลังศัพท์ใหม่
อาจารย์ศุภกิตชี้ว่า การเกิดขึ้นของคำศัพท์เฉพาะกลุ่มไม่ได้มีประวัติศาสตร์ตายตัว แต่เป็นเรื่องของ “การสร้างสรรค์” ของมนุษย์ผู้ใช้ภาษา ในทางวิชาการคำศัพท์เหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มคำเปิด ซึ่งสามารถเพิ่มคำใหม่เข้าสู่ระบบภาษาได้อยู่เรื่อย ๆ ตามยุคตามสมัย ต่างจากกลุ่มคำปิด ที่เป็นคำทางไวยากรณ์ เช่น “บน” “ใน” หรือ “นอก” ซึ่งถูกจำกัดไว้
ดังนั้นคำศัพท์ใหม่จึงสามารถเกิดขึ้นได้หลายวิธี บางคำเริ่มจากการที่คนเพียง 4-5 คนในกลุ่มเพื่อนพยายามคิดคำขึ้นมาใช้ และเมื่อทุกคนเข้าใจความหมายร่วมกัน คำนั้นก็สามารถกลายเป็นศัพท์เฉพาะกลุ่มได้ ขณะที่บางคำเกิดจากการนำคำที่มีอยู่แล้วมาปรับความหมาย หรือการนำคำหลายคำมาผสมกัน
สิ่งเหล่านี้จึงสะท้อนว่า ภาษาไม่ได้เกิดจากกฎที่ถูกกำหนดไว้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ผู้คนหยิบภาษาเดิมมาดัดแปลง เล่นกับคำ และสร้างความหมายใหม่ขึ้นมาใช้ร่วมกัน จนคำบางคำที่ครั้งหนึ่งอาจมีความหมายเฉพาะในกลุ่มเล็ก ๆ ก็สามารถขยายไปสู่คนจำนวนมากได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีโซเชียลมีเดียเป็นตัวกลางที่ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงกันได้ง่ายมากขึ้น คำศัพท์เฉพาะกลุ่มก็อาจสามารถขยายได้ง่ายขึ้นตามเช่นกัน
คำอธิบายนี้สอดคล้องกับแนวคิดอันเป็นรากฐานของภาษาศาสตร์สมัยใหม่ โดย แฟร์ดีน็อง เดอ โซซูร์ นักภาษาศาสตร์และนักปรัชญาชาวสวิส ได้อธิบายว่า ทุกครั้งที่เราสื่อสาร ภาษาจะทำงานผ่าน 2 ด้านอยู่เสมอ นั่นคือ Langue (ระบบภาษา) และ Parole (การใช้ภาษาจริง) ในด้านระบบภาษา หรือไวยากรณ์ นั้นคือโครงสร้าง ทางไวยากรณ์มีลักษณะเป็นองค์ประกอบส่วนรวม หรือ เรียกง่าย ๆ คือเป็นข้อตกลงส่วนรวมที่คนในสังคมยอมรับร่วมกันเพื่อให้คุยกันรู้เรื่อง เรียกง่าย ๆ ได้ว่าเป็นเหมือนกติกาของเกมที่ยากจะเปลี่ยน ส่วนในด้านวาทะ หรือลีลาการใช้ภาษา คือ การใช้ภาษาของปัจเจกบุคคล ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบส่วนตัว หรือเรียกได้ว่าเป็นภาษา “สไตล์ของใครของมัน“
“ถ้าถามว่าต้นกำเนิดมันมาจากไหน มันมาจากความสร้างสรรค์ (Creativity) ของคนนี่แหละครับ” อาจารย์ศุภกิตกล่าว และความสร้างสรรค์นี้เองอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ภาษาไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะเมื่อมีคนใช้ภาษา ก็ย่อมมีการสร้างคำใหม่อยู่เสมอ ขณะเดียวกันคำเก่าก็อาจค่อย ๆ หายไปตามสิ่งของหรือวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลง จากเพจเจอร์ที่เคยเป็นสิ่งของคุ้นตาของคนรุ่นหนึ่ง หรือทามาก็อตจิที่เคยเป็นของเล่นยอดฮิตในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อสิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ หายไปจากชีวิตประจำวัน คำที่ใช้เรียกสิ่งเหล่านั้นก็อาจค่อย ๆ หายไปด้วย ขณะเดียวกัน สิ่งใหม่ที่เข้ามาในชีวิตก็สร้างคำใหม่ขึ้นมารองรับ ภาษาในมุมนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างเสร็จแล้ววางไว้ในพจนานุกรม แต่เป็นสิ่งที่ผู้คนยังคงช่วยกันสร้างและเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน
วิวัฒน์ทางภาษาไม่ใช่วิบัติทางภาษา
“เมื่อก่อนอาจจะมีกลุ่มอาจารย์โบราณที่บอกว่าภาษาวัยรุ่นคือภาษาวิบัติ แต่ปัจจุบันในมุมมองของนักภาษาศาสตร์ เขาไม่ได้มองเรื่องวิบัติแต่มองว่าเป็น วิวัฒน์”
สิ่งที่หลายคนเคยเรียกว่า “ภาษาวิบัติ” อาจต้องลองปรับมุมมองใหม่ เพราะในมุมของนักภาษาศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของภาษาไม่ได้หมายถึงความวิบัติ แต่เป็น “วิวัฒน์” หรือวิวัฒนาการของภาษาที่ทำให้ภาษาสามารถอยู่ต่อไปได้ เพราะ “ภาษาเป็นสิ่งมีชีวิต ถ้ามันยังใช้อยู่มันก็ต้องวิวัฒน์ไปตามกาลเวลา” อาจารย์ศุภกิตกล่าว
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคำอย่าง “6 7” จะอยู่ไปอีกหลายปี หรือจะกลายเป็นคำที่ตกเทรนด์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ปรากฏการณ์นี้ก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า ภาษาไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่หยุดนิ่งในแบบเรียน แต่เป็นพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์ที่เติบโตไปพร้อมกับผู้คนในทุกยุคสมัย การเกิดขึ้นของศัพท์ใหม่ ๆ จึงไม่ใช่เรื่องของความ “วิบัติ” แต่คือสัญลักษณ์ว่ามนุษย์เรายังคงมีการเชื่อมต่อและสื่อสารกัน และตราบใดที่มนุษย์เรายังมีเรื่องราว และการสร้างสรรค์คำใหม่ ๆ ภาษาก็จะยังคงจะ “วิวัฒน์” และมีชีวิตต่อไป
เรื่อง : ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน
กราฟิก : ไปรยา ปราบปัญจะ
ขอบคุณข้อมูล