IMG_1789

The Shape of Water

หยดหนึ่งหยดใดของอำนาจ ความต่าง และความรัก

ที่มาของภาพ: IMDb

     เมื่อพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง The Shape of Water ที่กำกับโดย Guillermo del Toro หลายคนอาจจดจำเรื่องนี้ในฐานะหนังรักแปลก ๆ  ระหว่างหญิงสาวกับสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไป หนังกลับพาผู้ชมออกจากกรอบของโรแมนติกแฟนตาซี และเปิดประตูให้เห็นเรื่องของอำนาจ ความเป็นอื่น ศิลปะและผู้คนที่ถูกผลักออกจากสังคม มากกว่าจะเป็นเรื่องรักเหนือธรรมชาติ

     หนึ่งในสิ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เรื่องราวไม่ได้เป็นเพียงหนังรักทั่วไป แต่เป็นการวิพากษ์โครงสร้างอำนาจและบรรทัดฐานของสังคมอเมริกันในช่วงสงครามเย็น ซึ่งเป็นยุคที่รัฐให้ความสำคัญกับอำนาจทางทหาร เทคโนโลยี และความมั่นคงของชาติมากกว่ามิติอื่น โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีและการทดลองทางวิทยาศาสตร์เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในสงครามกับประเทศมหาอำนาจ

     ภายใต้บริบทสงครามในช่วงนี้ สิ่งมีชีวิตที่แตกต่างหรือไม่อาจอธิบายได้ด้วยหลักการทางชีววิทยาถูกรัฐมองว่าเป็น “ทรัพยากร” ที่สามารถนำมาเสริมกำลังทางทหาร หรือถ้าหากทำประโยชน์ไม่ได้ก็ต้องโดนกำจัด เพราะถือว่าเป็นภัยคุกคาม

     ในขณะเดียวกัน สังคมอเมริกันในช่วงริสต์ศักราช 1962 ที่ปรากฏในภาพยนตร์ เต็มไปด้วยแรงตึงเครียดทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ การกดทับทางเพศสภาพ และบรรทัดฐานความเป็นชายแบบทหาร

     ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเล่าผ่านการประกอบสร้าง The Shape of Water หรืหยดหนึ่งหยดใดของคนที่มีบาดแผลร่วมกันขึ้นมาเพื่อตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานของสังคม

ที่มาของภาพ: IMDb

     อย่างตัวละครหลักของเรื่อง Elisa Esposito หญิงสาวที่เป็นใบ้ แต่ยังคงได้ยินเสียง เธอทำงานเป็นภารโรงในศูนย์วิจัยลับของรัฐบาล การที่ได้ยินแต่ไม่สามารถพูดได้ เปรียบเสมือนตัวแทนของผู้ที่ถูกทำให้เงียบ และยอมจำนนต่ออำนาจ

     Zelda Fuller ผู้หญิงผิวดำที่ทำงานเป็นแม่บ้านในศูนย์วิจัยเดียวกัน และเป็นเพื่อนคนเดียวของ Elisa ที่สะท้อนภาพการกดทับทางเชื้อชาติและชนชั้นในยุคที่การแบ่งแยกสีผิวยังคงฝังรากลึก

     Giles ศิลปินวัยเกษียณที่ต้องหลบซ่อนเพศวิถีในยุคที่การเป็นเกย์ยังไม่ได้รับการยอมรับ และรัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานศิลปะ ทำให้งานของเขาโดนปฏิเสธโดยกลุ่มทุนบ่อยครั้งเพราะหันไปใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยแทนงานที่วาดด้วยมือ จึงเป็นเสียงสะท้อนของกลุ่มคนที่ถูกผลักออกจากสังคม และโดนทุนนิยมคว่ำบาตร

     การที่หนังเลือกให้ตัวละครเหล่านี้มาสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นการเชื่อมโยงประสบการณ์ร่วมของการถูกกดทับจาก “อำนาจรัฐ” อย่างตัวละคร Richard Strickland ซึ่งเป็นเจ้านายของ Elisa และ Zelda ทั้งยังเป็นภาพแทนของทหารนิยม ความเป็นชายแท้ มองโลกเป็นขาวกับดำ เชื่อมั่นในลำดับยศถาบรรดาศักดิ์ และถือว่าความสมบูรณ์แบบตามค่านิยมกระแสหลักคือความถูกต้อง

ที่มาของภาพ: IMDb

     ภาพยนตร์ค่อย ๆ แสดงให้เห็นว่า Amphibian Man ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ประหลาดตามที่มนุษย์มอง มันมีความรู้สึก ความกลัว ความเจ็บปวด และสามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ครึ่งบกครึ่งน้ำกับ Elisa จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความแปลกประหลาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากจุดร่วมคือ คนหนึ่งไม่สามารถพูดได้ ส่วนอีกคนก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีภาษาแบบมนุษย์ ซึ่งทำให้ทั้งคู่สามารถสื่อสารและเข้าใจกันได้ด้วยภาษากลางอย่าง ภาษามือ และความรัก

     ในท้ายที่สุด The Shape of Water จึงไม่ได้เสนอแค่ภาพของความรักที่ฟุ้งฝันเหนือธรรมชาติ แต่คือการตั้งคำถามต่อสังคมที่พยายามขีดเส้นแบ่งว่าอะไรคือ “ปกติ” และอะไรคือ “ไม่ปกติ” หนังได้เปลี่ยนจุดโฟกัสจากการตามหาความสมบูรณ์แบบ ไปสู่การเห็นอกเห็นใจในความเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับภาษา เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ อายุ เพศวิถีหรือสถานะทางสังคม

     ถ้าใครกำลังมองหาหนังที่ทั้งดูเพลิน ภาพสวย โรแมนติก แต่ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นให้ขบคิดต่อหลังดูจบ The Shape of Water เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรเปิดใจลองดูสักครั้ง เชื่อว่าหลายคนอาจจะเริ่มดูเพราะความแปลกของพล็อต หรือความแฟนตาซีรัก ๆ ใคร่ ๆ แต่พอดูจบแล้วอาจพบว่าเรื่องที่ติดอยู่ในใจจริง ๆ ไม่ใช่แค่ความรักของตัวละคร หากแต่เป็นคำถามเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์และการยอมรับความแตกต่างของกันและกัน

 

เรื่อง : สุธัณนานัฏฐ์ อุดมศิริสุข

ภาพ : IMDb

Picture of Jinjutha Phiboon

Jinjutha Phiboon

แชร์บทความนี้

โพสต์ยอดนิยม

คุณอาจจะชอบ