นักวิชาการไทยชี้ แบนโซเชียลในเด็กไม่ใช่คำตอบ แนะสร้างภูมิคุ้มกัน–ทักษะรู้เท่าทันสื่อ ดีกว่าตามรอยออสฯ
กระแสถกเถียงเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กกลับมาอีกครั้ง หลังรัฐบาลออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้มาตรการ แบนเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี ไม่ให้เข้าถึงโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ตั้งคำถามถึงการนำร่องดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อผลสำรวจจาก “Ipsos Education Monitor” จาก 30 ประเทศทั่วโลกเผยให้เห็นว่า คนไทยมากถึง 87% เห็นด้วยกับการแบนเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี ไม่ให้ใช้โซเชียล ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก กฎหมาย และการศึกษาในประเทศไทยกลับเห็นตรงกันว่า การแบนโซเชียลอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา และสะท้อนให้เห็นว่าความรู้ในการรับมือกับเด็กของครอบครัวยังไม่พร้อมมากพอ ชี้ “การสร้างภูมิคุ้มกันทางโซเชียลให้เด็ก” และ “ทักษะรู้เท่าทันสื่อ” อาจเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่า
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์เฉพาะทางเด็กและวัยรุ่น และอดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
ระบุว่า โซเชียลมีเดียในเด็กเป็นเรื่องที่น่ากังวล องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ยังหยิบยกพฤติกรรมการติดโซเชียลมีเดีย เป็นวาระในการประชุมที่ผ่านมา แต่ในประเทศไทยไม่สมควรมีการบังคับใช้กฎหมายแบนโซเชียลมีเดียในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เพราะปัจจุบันโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว การห้ามใช้โซเชียลมีเดียจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม ให้เน้นไปที่การเพิ่มความเข้มงวดการคัดกรองเนื้อหาสื่อที่เหมาะสมแต่ละช่วงวัย และเตรียมความพร้อมผู้ปกครองในการรับมือเด็กยุคใหม่ดีกว่า
สำหรับเหตุผลในการคัดกรองเนื้อหาสื่อและเตรียมความพร้อมผู้ปกครองเพื่อแก้ปัญหาโซเชียลมีเดียในเด็ก รศ.นพ.สุริยเดว ให้สัมภาษณ์ว่า หากแบ่งการเลี้ยงเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม คือ เลี้ยงโดยปราศจากโซเชียลมีเดีย (กลุ่ม 1), เลี้ยงโดยให้ใช้โซเชียลมีเดียอย่างอิสระ (กลุ่ม 2) และให้ใช้โซเชียลมีเดียร่วมกับกฎเกณฑ์ (กลุ่ม 3) ผลปรากฏว่า กลุ่มที่เติบโตขึ้นมาโดยไร้โซเชียลมีเดีย เมื่อเจอโลกแห่งความเป็นจริงหลังอิสระจากการควบคุมของพ่อแม่ ภูมิคุ้มกันเกี่ยวกับโลกออนไลน์ค่อนข้างน้อย แต่จะสามารถปรับตัวหลังได้รับความรู้เกี่ยวกับการใช้โซเชียลอย่างถูกต้อง ต่างจากกลุ่มที่โตขึ้นพร้อมโซเชียลมีเดียอย่างอิสระ กลุ่มนี้ขาดการควบคุมตั้งแต่ต้น จึงแก้ไขได้ยาก โดยกลุ่มที่ประสบผลสำเร็จที่สุด คือเด็กกลุ่มที่ใช้โซเชียลมีเดีย ร่วมกับการกำหนดกฎเกณฑ์ดูแลของผู้ปกครองเพราะจะรู้เท่าทันและสามารถใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างชาญฉลาด
รศ.นพ.สุริยเดว ยังเสริมอีกว่า แม้จะมีการกำหนดกติกาคล้ายคลึงบางประเทศขึ้นมา แต่หากในโรงเรียนยังไม่มีการสอน การเตรียมความพร้อมให้เด็ก เกี่ยวกับเรื่องพื้นฐานการรู้เท่าทันสื่อ (Media literacy) เรื่องที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ แรงต้าน จากกลุ่มของเด็กรุ่นใหม่ เพราะในมุมด้านลบของโซเชียลมีเดียยังมีด้านบวก โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่การเรียนรู้ ทำให้การเข้าถึงเรื่องต่าง ๆ สะดวกสบายมากขึ้น รวดเร็วขึ้น ประเด็นสำคัญคือ เชื้อโรคทางสังคมชอบแทรกมากับสิ่งพวกนี้เยอะ และบางทีก็เป็นเชื้อโรคสไตล์ใหม่ เราจะคุมมุมมืดยังไงให้ได้ผลและขยายมุมสว่างออกไป

นายวุฒิชัย พุ่มสงวน อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด
กล่าวว่า แม้จะมีอาชญกรรมที่เป็นผลมาจากสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มมากขึ้น แต่การบังคับใช้กฎหมายเฉพาะก็ต้องพิจารณาความพร้อมของการบังคับใช้กฎหมาย และบริบทของปัญหาประกอบกันด้วย เพราะ กฎหมายควรเป็นกติกาของสังคม มากกว่ามีดอีโต้ฟันคนไม่ทำตาม การแบนโซเชียลคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้นเหตุคือการขาดความรู้ในการใช้งานอย่างถูกต้อง การให้ความรู้กับเด็กและสังคมจึงเป็นการแก้ที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

รองศาสตราจารย์ ดร.ยศวีร์ สายฟ้า คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มองว่า โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กและรูปแบบการเรียนการสอนมากขึ้น คุณครูต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและรับมือในการใช้สื่อการสอนแบบใหม่เสมอ แต่ประเทศไทยยังไม่เหมาะที่จะออกกฎหมายแบนการใช้โซเชียลมีเดียตามบางประเทศ เพราะ เด็กสามารถเปิดโลกการเรียนรู้ที่หลากหลายมากขึ้นจาก “ต้นแบบ” ทั้งดีและไม่ดีจากโลกออนไลน์ได้ โดยเฉพาะจากกระแสดราม่าหรือปัญหาสังคมที่เป็นบทเรียนชั้นดี เพียงแต่ประเทศไทยยังขาดการสรุปให้เด็กอย่างเป็นระบบคล้ายข้อคิดหลังเล่มนิทาน ดังนั้นการผลักดันวิชา Media Literacy ให้เป็นวิชาพื้นฐานจึงมีความจำเป็น
รศ.ดร.ยศวีร์ ยังชี้ให้เห็นอีกว่า หากเด็กและสังคมได้รับความรู้ให้ใช้โซเชียลอย่างรู้เท่าทัน จะเกิดเป็น “บรรทัดฐานทางสังคม (Social norms)” ที่ทำให้คนระมัดระวังโดยอัตโนมัติ เหมือนกับการที่คนไทย รู้โดยไม่ต้องมีข้อบังคับว่า “ไม่ควรวางเท้าบนหัวผู้ใหญ่” เพราะกลายเป็นค่านิยมที่ฝังอยู่ในสังคม