เรื่องที่รัฐบาลควรผลักดันต่อไปหลังจากการประกาศใช้พรบ.กฎหมายสมรสเท่าเทียม ตามคำเรียกร้องของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ
‘คุณเฌอ’ เฌอร์ลิน วีราวัชร์สุรกุล ตัวแทนจากกลุ่ม LGBTQIAN+ กล่าวว่า การผ่านของกฎหมายสมรสเท่าเทียมทำให้รู้สึกได้เติมเต็ม มองถึงโอกาสของการได้รับสิทธิที่เท่าเทียม อย่างไรก็ตามยังคงมีเรื่องที่ต้องพัฒนาต่อไปอีก เช่น หลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับเพศที่หลากหลายและเพศวิถี รวมถึงสวัสดิการสุขภาพ การสนับสนุนการแปลง-เพศ
แม้การต่อสู้ครั้งนี้จะสำเร็จ แต่บางคนยังคงมองว่าการเปิดกว้างในสังคมยังเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินต่อไป
โดยเฉพาะความสำคัญของการศึกษาว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ควรมีในหลักสูตร ควรปลูกฝังความเข้าใจในเรื่องของเพศวิถีเพื่อพัฒนาทัศนคติของคนในสังคม
‘คุณแมว’ เจ้าของเพจ ‘Cat the Trans-Lesbian แมว เลสเบี้ยนข้ามเพศ’ กล่าวว่า “การที่เราถูกริดรอนสิทธิเป็นเวลานานทำให้เราได้รู้สึกถึงการปลดปล่อย ในวันนี้ทุกคนในสังคมควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีใครควรได้รับสิทธิพิเศษไปมากกว่าใคร อีกทั้งในเรื่องสิทธิในการทำธุรกรรมหรือการทำนิติกรรมระหว่างคู่สมรส ซึ่งมีความยุ่งยากมากกว่าคู่สมรสชาย-หญิง อยากให้มีกฎหมายที่ครอบคลุมถึงจุดนี้ด้วย”

เรียกได้ว่าเป็นกระแสฮือฮาอย่างหนักหลังจากที่พรบ.สมรสเท่าเทียมได้รับการอนุมัติ และถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของประเทศไทยด้วยเช่นกัน เพราะส่งผลให้สังคมไทยนั้นเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามประเทศไทยนั้นยังคงมีอีกหลายสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไป
การมีพรบ.สมรสเท่าเทียมจะช่วยลดปัญหาการเหยียด ดูถูกกลุ่มคน LGBTQIAN+ ได้ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้คนในสังคมได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเพศที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

คุณเฌอได้กล่าวว่า ตนเองนั้นดีใจเป็นอย่างมากที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกแบบตน ยังคงมีปัญหาการเหยียดอยู่ในสังคม รวมถึงประทุษวาจา และสังคมที่ยังไม่เปิดกว้างมากพอ เช่น คนในครอบครัวของตนและคนรอบข้างยังมองว่าสมรสเท่าเทียมเป็นเรื่องไกลตัว และมีความคิดว่าคู่รักเพศหลากหลายเป็นแค่ความรักแบบชั่วคราวไม่ยั่งยืน การมีสมรสเท่าเทียมจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ยืนยันว่ามีความรักในระหว่างคนหลากหลายทางเพศอยู่จริง

คุณแมว กล่าวว่า อยากให้ผลักดันเรื่องนิติกรรม การรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม เพราะในปัจจุบันการทำนิติกรรมของคู่รักเพศหลากหลายยังเป็นเรื่องที่ยากอยู่ ปัญหาหลัก ๆ คือการที่คู่รักไม่สามารถระบุได้ว่าเขาคนหนึ่งนั้นเป็นคู่สมรส ในการรับบุตรบุญธรรมนั้นหรือในเอกสารราชการยังไม่มีรูปแบบเอกสารที่รองรับสำหรับเพศที่หลากหลาย มีเพียงแค่ ชายและหญิงเท่านั้น ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หากเรากล้าที่จะเรียกร้องสิทธิ กล้าที่จะเปล่งเสียงของเราออกไปต่อสังคม การแสดงตัวตนต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งที่เราควรแสดงออกไปต่อคนอื่นด้วยคือความมุ่งมั่นและจุดยืนของตัวเอง นอกจากนั้นการรวมตัวในกลุ่มสนับสนุนคอมมูนิตี้ก็ช่วยขับเคลื่อสังคมได้เช่นเดียวกัน

ทั้งคุณเฌอและคุณแมวได้กล่าวว่า สาเหตุที่สังคมในประเทศไทยยังไม่เปิดกว้างเรื่องเพศหลากหลายมากพอเนื่องจาก ด้วยบริบทสังคมไทยในสมัยก่อนนั้น ความเชื่อและทัศนคติของคนไทยที่ถูกปลูกฝังกันมาอาจยังไม่เข้าใจถึงความหลากหลายทางเพศมากพอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป กระแสสังคมเริ่มเปลี่ยน สังคมโลกเริ่มยอมรับในความหลากหลายและเห็นถึงความเป็นมนุษย์มากขึ้น เริ่มมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมขึ้นในบางประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่มีการหยิบยกกฎหมายนี้ขึ้นมาเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเช่นกัน แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการต่อได้ จนในที่สุดวันที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านก็มาถึง แต่ยังไม่วายมีกระแสตีกลับ คนในสังคมยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ยังมีความคิดต่อต้าน หรือไม่เปิดรับ และไม่สนับสนุนกฎหมายนี้อยู่ เพื่อการแก้ปัญหาเหล่านี้ ประเทศไทยจึงควรมีหลักสูตรการศึกษาที่มีการสอนเรื่องเพศวิถีและความหลากหลายทางเพศ เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่คนในสังคมรุ่นใหม่ต่อไป

คุณเฌอ กล่าวอีกว่า เรื่องสวัสดิการสุขภาพเป็นอีกเรื่องที่อยากให้รัฐบาลสนับสนุน เพราะกลุ่ม LGBTQIAN+ นั้น มีโอกาสได้รับความเสี่ยงทางสุขภาพมากมายที่มากกว่าคนทั่วไป ไม่ว่าจะจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การรับฮอร์โมน หรือการผ่าตัดแปลงเพศยังเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกคนหากไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาล เนื่องจากมีราคาแพง นอกจากนี้ยังมีเรื่องปัญหาสุขภาพจิต เพราะการเหยียดจากคนในสังคม และเธอหวังว่าจากการอนุมัติสมรสเท่าเทียมครั้งนี้ รัฐบาลจะไม่หยุดพัฒนาในด้านอื่น ๆ ต่อไป และหวังว่าการเกลียดชังคนหลากหลายทางเพศ (Homophobia) จะหมดไปจากสังคม
เป็นเรื่องที่ดีที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเท่าเทียมด้วยกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่การเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องไม่หยุดเพียงแค่นี้ ควรมีการสนับสนุนทางการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และการเข้าถึงสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสิทธิของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศอย่างครบถ้วน
สมรสเท่าเทียมผ่านในครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะในขั้นแรก แต่การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและความยุติธรรมยังคงต้องดำเนินต่อไป ด้วยความหวังที่จะเห็นสังคมที่เปิดกว้าง และทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในที่สุด
โดย นางสาวพัฒน์พิตา กัลยา 6640171222 และนางสาวฐิติยา เกตุวศิน 6640056822