“ผมชอบทั้งคู่เท่า ๆ กันครับ… แบบที่มีภาพมันช่วยให้เห็นชัดเจน เข้าใจง่าย แต่แบบที่มีแต่ตัวหนังสือ มันทำให้เราได้จินตนาการเอง ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์”
แม้สุดท้ายธรรมชาติจะยอมรับแบบเขิน ๆ ว่าเอนเอียงชอบหนังสือภาพมากกว่านิดหน่อย แต่นั่นเป็นเพราะภาพวาดที่ทำให้จินตนาการโลดแล่น
“ผมอ่านแล้วก็เกิดความอยากวาดภาพขึ้นมา อยากลองททำ อยากลองวาดสไตล์ใหม่ๆ… มันเหมือนได้ค้นหาตัวเองครับ” น้องธรรมชาติกล่าวเสริม
ถึงแม้ทุกวันนี้เขาจะเริ่มโตและหันไปอ่านการ์ตูนความรู้ประวัติศาสตร์อย่าง ‘ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า’ แต่รากฐานความรักในหนังสือภาพ คือสิ่งที่ปูทางให้เขาเป็นนักค้นคว้าในวันนี้
“ผมชอบหนังสือพี่อ้อยพี่บอมบ์ เพราะมันมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ยิ่งอ่านก็จะยิ่งรู้ขึ้น บางภาพผมนั่งมองนานมาก‘’
ความตั้งใจของอ้อยที่อยากให้งานภาพประกอบสวยงาม ไม่เพียงแต่ดึงดูดใจผู้ปกครอง แต่ยังส่งผลลึกซึ้งต่อเด็ก ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ เบนแชร์ให้ฟังว่า จากเดิมที่น้องธรรมชาติวาดรูปแค่ขาวดำ แต่พอได้สัมผัสงานสีสันสดใสของอ้อยและบอมบ์ รวมถึงได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนสตูดิโอ เห็นเบื้องหลังการทำงานจริง ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากลองใช้สีน้ำและเทคนิคใหม่ ๆ บ้าง
“การมีหนังสืออยู่ข้าง ๆ มันจุดประกายให้เขาอยากทำ[หนังสือ] ด้วยตัวของเขาเอง“
ท่ามกลางความกังวลของผู้ปกครองในยุคดิจิทัลเรื่องการติดจอ ครอบครัวของน้องธรรมชาติและมุมมองของ Littleblackoz สอดคล้องกันอย่างลงตัว บอมบ์เชื่อว่า “หนังสือไม่มีวันตาย เพราะมนุษย์ยังต้องการการสัมผัส”
ที่บ้านของน้องธรรมชาติ กฎเหล็กของการใช้ชีวิตไม่ได้เกิดจากการบังคับ แต่เกิดจากการจัดลำดับความสำคัญ น้องธรรมชาติบอกเคล็ดลับการแบ่งเวลาของเขาไว้ว่า
“เล่นเกมต้องเป็นเวลา ต้องทำงานบ้านให้เสร็จก่อน… แต่อ่านหนังสือ จะอ่านตอนไหนก็ได้” ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นว่า หนังสือไม่ใช่หน้าที่ แต่คือ พื้นที่อิสระ ที่เด็กสามารถเข้าถึงความสุขได้ตลอดเวลา
บอมบ์และอ้อยเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเจือขำว่า เคยมีเด็กคนหนึ่งโทรมาถามถึงตัวละครที่หายไปในหน้าหนึ่งของหนังสือ ซึ่งผู้ปกครองบอกว่าน้องไม่ยอมนอน เพราะตามหาตัวละครนั้นไม่เจอ จึงทำให้ต้องโทรมาถามทั้งคู่ เมื่อได้รับคำตอบว่าทั้งอ้อยและบอมบ์ลืมใส่ เขาจึงตอบกลับมาอย่างน่ารักว่า “ให้อภัย”
หลังจากเล่าเรื่องนี้ให้ทางบรรณาธิการฟัง ฝั่งสำนักพิมพ์แนะนำให้แก้ไข แต่ทั้งบอมบ์และอ้อยเห็นสมควรว่าจะเว้นที่ว่างแห่งจินตนาการตรงนี้ไว้ให้เด็ก ๆ ได้คิดต่อ หรือหากเขาสงสัย อยากจะได้คำตอบ ทั้งคู่ก็พร้อมรับโทรศัพท์ของเด็ก ๆ อยู่เสมอ เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดของหนอนหนังสือตัวน้อยกับนักเขียน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วัฒนธรรมการอ่านของคนรักหนังสือเข้มแข็งขึ้น
“เราต้องทำให้เขาไว้ใจเราให้ได้ก่อน มันยากนะช่วงแรกแต่ถ้าข้ามจุดนั้นไปได้แล้ว ทุกอย่างจะสบาย… เขาจะไม่เรียกร้องอะไรจากคุณอีกเพราะเขาเชื่อมือคุณแล้ว“
บอมบ์ฝากแง่คิดแก่นักสร้างสรรค์รุ่นหลังว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ตัวเองไปให้ได้ การสร้างความไว้ใจให้กับผู้อ่านและผู้จ้างงานคือด่านที่ยากที่สุด แต่เมื่อใดที่เราก้าวข้ามจุดนั้นไปได้ เราจะได้พบกับอิสรภาพที่แท้จริง
ความมุ่งมั่นของอ้อยและบอมบ์ที่ส่งผ่านผลงาน ไม่เพียงแต่สร้างความสุขให้เด็กๆ แต่ยังเป็น “เชื้อไฟ” ให้กับคนทำงานศิลปะทุกคนได้ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์โลกจินตนาการใบใหม่
สำหรับ Littleblackoz studio การวาดภาพและแต่งนิทานไม่ใช่งาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บอมบ์นิยามการทำงานของตัวเองไว้อย่างน่าประทับใจว่า เขาไม่ได้มองว่าสิ่งที่ทำคืองาน แต่มันคือสิ่งที่รักและตั้งใจจะทำมันไปจนลมหายใจสุดท้าย แน่นอนว่าบนเส้นทางสายศิลปะ ทั้งสองคนต้องผ่านบททดสอบมากมายเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
เมื่อเจตนาของผู้สร้างที่อยากให้เด็กสนุกสนาน มาบรรจบกับเจตนาของผู้ปกครองที่อยากให้ลูกเติบโตอย่างมีคุณภาพ จึงกลายเป็นองค์ประกอบที่ทำให้หนอนหนังสือ กลายเป็นผีเสื้อในอนาคต
“
สำหรับพี่…ไม่มีวันทำงาน และไม่มีวันหยุด
เราตั้งใจจะทำ [หนังสือ] ไปจนแก่ตาย
“

“IMAGINATION IS MORE IMPORTANT
THAN KNOWLEDGE”
เรื่องและภาพ : ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน, จิณห์จุฑา พิบูลย์,
ศุภพัทธ มิขำ, พิชญ์กานต์ สุขาทิพยพันธุ์
ขอบคุณ: Littleblackoz studio, เด็กชายธรรมชาติ ตรึงจิตวิลาส,คุณแม่เบน ชวันธร มงคลเลิศลพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park