IMG_2787

 

กระแสการใช้โซเชียลมีเดียในกลุ่มวัยรุ่นเจน Z ไม่เพียงสะท้อนอัตลักษณ์และค่านิยม “เทสต์ดี” เท่านั้น แต่ยังนำไปสู่พฤติกรรมบริโภคเกินจำเป็น ทั้งการซื้อเพื่ออวดบนโลกออนไลน์ การช้อปปิ้งแก้เครียดหลังโควิด และการพึ่งพาระบบ Buy Now Pay Later ที่อาจผลักคนรุ่นใหม่เข้าสู่วงจรหนี้เสีย นักวิชาการด้านดิจิทัลและผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากขาดการบริหารจัดการและมาตรการควบคุมที่เหมาะสม พฤติกรรมเหล่านี้จะไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นสัญญาณอันตรายที่ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

.

ดร.มัณฑิตา จินดา Founder & Managing Director, Digital Tips Academy และเจ้าของวิทยานิพนธ์การพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของพฤติกรรมการบริโภคเกินความจำเป็นในผู้บริโภคเจเนอเรชันวาย อธิบายว่า พฤติกรรมที่เรียกว่า “compulsive buying behavior” หรือ “พฤติกรรมเสพติดการช้อปปิ้ง” กำลังกลายเป็นปัญหาในสังคมไทย โดยมักเกิดจากแรงกระตุ้นภายใน ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความกังวล หรือแรงกดดันทางอารมณ์ ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าราคาถูกเพื่อใช้เป็นช่องทางระบายความรู้สึกในช่วงเวลาสั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า สินค้าเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องการจริง เนื่องจากราคาย่อมเยา จึงถูกมองว่า “ไม่กระทบกระเป๋ามาก” ส่งผลให้ผู้บริโภคกดซื้อได้ง่ายโดยไม่ลังเล แต่สุดท้ายกลับทำให้เงินหมดเร็วกว่าที่ควร หลายรายต้องกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย จนกลายเป็นวงจร “ใช้เงินเดือนชนเดือน”

“ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงจากการแพร่หลายของระบบ Buy Now Pay Later หรือ “ซื้อก่อน ผ่อนจ่ายทีหลัง” ซึ่งได้รับความนิยมในช่องทางออนไลน์ เนื่องจากเข้าถึงง่าย เพียงสมัครและรอการอนุมัติวงเงิน ผู้บริโภคก็สามารถเริ่มต้นซื้อสินค้าได้ทันที แต่ในทางกลับกัน กลไกดังกล่าวกลับกลายเป็นแรงหนุนให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัว และเพิ่มความเสี่ยงด้านหนี้สินโดยที่ผู้ใช้จำนวนมากไม่ทันตระหนัก”

ผลการสำรวจออนไลน์โดยทีมข่าว JN Plus เกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคของวัยรุ่นเจน Z ผ่านช่องทางออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่าง 45 คน พบว่า กว่าร้อยละ 68.7 ของกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่า มีการใช้ระบบ buy now pay later เป็นประจำและใช้กับสินค้าทุกราคา หนึ่งในกลุ่มตัวอย่างให้สัมภาษณ์กับเราเพิ่มเติมว่า เลือกใช้เป็นประจำเพราะระบบดังกล่าวใช้งานง่าย มีส่วนลดเยอะ และให้ความรู้สึกคุ้มค่ากว่าการซื้อแบบปกติ ซ้ำตอนกดสินค้าก็ไม่มีแจ้งเตือนเงินออกจากบัญชีให้ความรู้สึกเหมือนได้สินค้าชิ้นนั้นมาฟรี

นางสาว ว (นามสมมติ) นิสิตชั้นปีที่ 1 เปิดเผยกับทีมข่าว JN Plus ว่าตนมีรายได้ต่อเดือนราว 12,000 บาท และหมดไปภายในหนึ่งเดือนโดยแทบไม่มีเงินเก็บ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับร้านอาหารหรูอย่าง Fine Dining, โอมากาเสะ และกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น แช่ออนเซ็น เพราะมองว่าเป็น “การแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า” ขณะที่การซื้อสินค้าตามกระแส เช่น เครื่องดื่มมัทฉะหรือเมนูน้ำปั่นราคาสูง ก็ยังซื้ออยู่บ้างแต่ไม่บ่อยนัก อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวยอมรับว่า หากไม่สามารถโพสต์ภาพสินค้าลงโซเชียลได้จริง ก็จะลดการบริโภคลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะสินค้านั้นไม่คุ้มค่าอีกต่อไป แสดงให้เห็นว่าโซเชียลมีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการราคาแพงจริง

พฤติกรรมเหล่านี้สอดคล้องคล้องกับผลสำรวจของ ETDA เรื่อง Thailand Internet User Behavior ที่ระบุว่า ช่วงหลังจากปี 2565 คนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะ generation Z เริ่มหันมาใช้แอพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 75.99% เพราะเข้าถึงง่าย ประหยัดเวลา จนหลายคนก็ผันตัวมาเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เกิดเป็นช่องการทำมาหากินใหม่ แต่แม้การเปลี่ยนแปลงนี้เหมือนจะเป็นสัญญาณการเติบโตของเศรษฐกิจในทิศทางที่ดี แต่ในขณะเดียวกันมันกลับพ่วงมาด้วยสัญญาณอันตรายอย่างการ “ช้อปแก้เครียด”

ดร.มัณฑิตา จินดา ย้ำว่า นี่คือสัญญาณอันตรายที่สังคมควรหันมาให้ความสนใจ เพราะมันไม่ใช่แค่การซื้อสินค้าที่ง่าย แต่คือการผลักคนรุ่นใหม่เข้าสู่วงจร “หนี้เสีย” โดยไม่รู้ตัว เพราะระบบดังกล่าวให้บริการแบบสมัครยินยอมเพียงแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นก็สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ตัวแอปพลิเคชันจะไม่ได้มีการแจ้งเตือนผู้ใช้ซ้ำเกี่ยวกับผลของการผ่อนชำระไม่ตรงเวลา ทำให้กลุ่ม Generation Z ที่มีรายได้ไม่มั่นคงลืมคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

“ยิ่งมีพฤติกรรมซื้อสินค้าเพื่อแลกกับไลฟ์สไตล์ พฤติกรรมช้อปแก้เครียดและพฤติกรรมใช้ Buy Now Pay Later โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจะเกิดขึ้นมาเท่าไหร่ ก็จะนำไปสู่แนวโน้มสร้างหนี้เสียให้กับประเทศได้มากเท่านั้น ดร.มัณฑิตา จินดา เสริมว่าข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยยังตอกย้ำว่ากลุ่ม Generation Z ที่ยังมีรายได้ไม่มั่นคง เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะสร้างหนี้เสียให้กับประเทศมากในอนาคต นำไปสู่ผลเสียต่อทั้งโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจอาจขาดสมดุลจากการมีอัตราหนี้เสียมาก พฤติกรรมการจับจ่ายแบบเกินตัวในวัยรุ่นจึงไม่ใช่แค่ “เทรนด์” แต่คือ “สัญญาณอันตราย” ของสังคมอย่างแท้จริง”

ดร.มัณฑิตา กล่าวทิ้งท้ายว่า พฤติกรรมการบริโภคเกินความจำเป็นไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข ทั้งภาครัฐและเอกชนควรกำหนดมาตรการควบคุม เช่น การแจ้งเตือนผลกระทบจากการผ่อนชำระไม่ตรงเวลา เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทบทวนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการปลูกฝังความรู้ด้านการจัดการการเงินตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อสร้างค่านิยมใช้จ่ายอย่างมีสติ เพราะหากสังคมยังเพิกเฉย ปัญหานี้อาจลุกลามจากระดับปัจเจกไปสู่ระดับประเทศ จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมในอนาคต

 

เรื่อง : พลอยดาว พนมวัน ณ อยุธยา
ภาพ : เปมิกา ฉั่วศรีสกุล , บรรณรต วิโรจน์แดนไทย

#GenZ #โซเชียลมีเดีย #Trends #ConsumerBehavior #ข่าวเศรษฐกิจ

Picture of Bunnrote Wirotdanthai

Bunnrote Wirotdanthai

แชร์บทความนี้

โพสต์ยอดนิยม

คุณอาจจะชอบ