แม้กรุงเทพฯ จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่ง แต่ Universal Design หรือการออกแบบเพื่อทุกคนยังไม่ตอบโจทย์ รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา ชี้การแก้ไขติดข้อจำกัดงบประมาณและโครงสร้างเมือง ขณะที่ผู้พิการสะท้อนอุปสรรคการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ทางลาด ลิฟต์ ไปจนถึงทางเท้าที่ไม่ปลอดภัย
รศ.ดร. พนิต ภู่จินดา นายกสมาคมนักผังเมืองไทย และหัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แม้กรุงเทพมหานครแม้จะมีการพัฒนาไปอย่างมาก โดยเฉพาะระบบขนส่ง ที่มีรถไฟฟ้ากระจัดกระจายอยู่ตามตัวเมืองและเขตปริมณฑล แต่การพัฒนาเรื่อง Universal Design เริ่มจะเป็นที่พูดถึงกันในช่วงทศวรรษนี้ ทำให้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเมืองที่สร้างขึ้นมานานแล้วเป็นไปได้ยาก อีกทั้งรัฐไม่สามารถลงทุนได้ครบทุกพื้นที่ ส่งผลให้หลายอาคารและทางเท้าไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานของผู้พิการและผู้มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้น
“โครงสร้างตึก อาคาร และฟุตปาธในกรุงเทพส่วนมาก ถูกออกแบบมาโดยไม่ได้คำนึงถึง universal design แต่แรก ทำให้ต้องใช้งบประมาณมากในการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางเข้าอาคารที่มักมีบันใดหลายขั้นให้ตัวพื้นสูงจากระดับพื้นเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง และระบบลิฟต์ที่มักถูกติดตั้งในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพราะไม่เหลือพื้นที่สำหรับการติดตั้งในภายหลัง จึงเป็นสิ่งที่นักออกแบบอาคารไทยต้องหาทางใส่ Universal Design ตามที่นโยบายรัฐกำหนด แม้จะมีมาตรการส่งเสริม เช่น การให้สิทธิพิเศษลดหย่อนภาษีสองเท่าสำหรับอาคารที่สร้างตามเกณฑ์ Universal Design แต่ในทางปฏิบัติมักไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง หลายพื้นที่สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน เช่น ทางลาดที่ชันเกินไปและสร้างขนานกับบันได ซึ่งผิดหลักการออกแบบ เพราะตามเกณฑ์แล้วควรมีความชันไม่เกิน 15 องศาเพื่อให้ผู้ใช้รถเข็นสามารถเคลื่อนตัวได้โดยไม่ต้องออกแรงมากจนเกินไป”

รศ.ดร.พนิต ยกตัวอย่างว่า การออกแบบสถานีรถไฟฟ้า BTS รุ่นแรก เช่น สถานีช่องนนทรี ในปี 2542 ไม่มีการติดตั้งลิฟต์ตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องสร้างเพิ่มภายหลังในพื้นที่จำกัด ส่งผลให้ลิฟต์สำหรับผู้พิการกลับไปลงที่เกาะกลางถนน ซึ่งไม่สะดวกและอันตรายต่อการใช้งานของผู้พิการและผู้ที่ลากกระเป๋าเดินทาง ปัญหานี้สะท้อนว่าการออกแบบโครงสร้างในยุคนั้นไม่ได้คำนึงถึง Universal Design อย่างแท้จริง
“การทำ universal design ของกรุงเทพยังมีปัญหาเพราะในหลายพื้นที่ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ universal design ตั้งแต่แรก การออกแบบในเชิงผังเมืองจะมีหลักคิดอีกอย่างหนึ่งว่า ไม่ใช่ทุกพื้นที่ ที่จะเป็น universal design เนื่องจากไม่สามารถลงทุนได้ทั้งหมด โดยเฉพาะพื้นที่ชนบท แต่บริเวณศูนย์กลางเมือง จะต้องมีหลักการออกแบบตาม universal design เพราะ wave ของชีวิตมนุษย์เปลี่ยนไป จากสมัยก่อนมาสมัยนี้ ผู้คนกลับอยู่ในเมืองมากขึ้น และพึ่งพาประโยชน์ของ Economy of agglomeration ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่เป็น universal design ได้ง่าย มาพึ่งพาการดูแลของส่วนรวมที่อยู่บริเวณในเมือง”
รศ.ดร.พนิต เสริมว่า ในเชิงผังเมืองและการจราจร พื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ หรือ “โซนไข่แดง” ของเมือง เช่น สยาม สาทร และสีลม ควรได้รับการพัฒนา Universal Design เป็นลำดับแรก เพราะเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมหนาแน่น การเดินเท้าและการใช้จักรยานควรถูกให้ความสำคัญเหนือกว่ารถยนต์เหมือนในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและเยอรมนี ที่มีกฎหมายบังคับให้รถต้องหยุดให้คนข้ามถนน ซึ่งทำให้คนเดินเท้ามีความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่ในกรุงเทพฯ กลับพบว่าคนพิการและผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องข้ามสะพานลอยด้วยตนเอง แม้พื้นที่รอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะมีโรงพยาบาลอยู่หลายแห่งก็ตาม
อาจารย์ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ผู้พิการที่ใช้วีลแชร์เคยทดลองเดินทางข้ามถนนบริเวณแยกปทุมวัน จากหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ มายังห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ รอบสยาม พบว่าใช้เวลานานถึงหนึ่งชั่วโมง เนื่องจากไม่มีเส้นทางที่เชื่อมต่อได้อย่างสะดวก ต้องอ้อมหลายต่อ แม้พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ใจกลางเมืองหลวงก็ตาม นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่สะท้อนถึงการออกแบบที่ไม่คำนึงถึง Universal Design เช่น บริเวณทางม้าลายระหว่างสามย่านมิตรทาวน์กับคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ที่มีการทำทางลาดไม่ตรงกัน โดยคาดว่าเกิดจากการติดตั้งเสาไฟฟ้าและท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นตัวอย่างชัดเจนของการออกแบบที่ไม่ได้วางแผนเพื่อรองรับทุกคนตั้งแต่แรก
สุดท้าย รศ.ดร.พนิต ย้ำด้วยว่า “การทุพพลภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความหมายทางการแพทย์เท่านั้น มนุษย์ทุกคนสามารถมีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหวได้ในช่วงหนึ่งของชีวิต” ดังนั้นการออกแบบที่เป็น Universal Design จึงไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อผู้พิการเพียงกลุ่มเดียว แต่หมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน

นางสาวธนัญชกร สันติพรธดา หรือคุณแอล ผู้พิการทางการมองเห็น ให้ความเห็นว่า การข้ามถนนที่ดูยากลำบากสำหรับคนปกติ อาจเป็นสิ่งที่แทบทำไม่ได้เลยสำหรับผู้พิการ หาได้ยากสำหรับพื้นที่ที่ทำทางลาดสำหรับรถเข็น และหลายพื้นที่ที่มีป้ายบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็น ประจวบกับการจราจรบนถนนของกรุงเทพที่ดุเดือด และไม่มีใครการันตีว่ารถที่จะขับผ่านมาจะเคารพกฎจราจร จึงเป็นเรื่องยากลำบากมากสำหรับผู้ที่พิการทางการมองเห็น
กรุงเทพฯ “ต้องใช้เงินซื้อความปลอดภัย” คือคำพูดสั้น ๆ ที่สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของผู้พิการในเมืองหลวง เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว การเดินทางในชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยอุปสรรคและความเสี่ยงที่คนทั่วไปอาจไม่เคยสังเกตเห็น
“กลุ่มผู้พิการต้องเผชิญกับความไม่ปลอดภัยในรูปแบบที่ต่างออกไป เธอกล่าวว่าสิ่งอำนวยความสะดวกที่ควรจะช่วยนำทางกลับสร้างอันตรายเสียเอง “เบรลล์บล็อกที่มีอยู่คุณภาพไม่ดี บางทีเส้นนำทางก็พาเราเดินไปเจอเสาไฟ แต่ที่อันตรายจริงๆ คือสัญญาณไฟข้ามถนนที่ไม่มีเสียงเตือน ทำให้การข้ามถนนแต่ละครั้งต้องเสี่ยงชีวิต การสร้างเมืองที่ทุกคนเข้าถึงได้ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาส ถ้าคนพิการสามารถออกมาใช้ชีวิตได้สะดวก คนไม่พิการก็จะเห็นคนพิการในสังคมมากขึ้น และมันจะช่วยกระตุ้นให้เกิดเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นด้วย”

นายเอกชัย ศิริผล ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวสะท้อนภาพการใช้รถวีลแชรในการเดินทางในกรุงเทพฯ ว่า ทางเท้าหลายแห่งขาดการเชื่อมต่อ และบางช่วงอยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือรื้อถอนจนเหลือแต่ดิน ทำให้ไม่สามารถสัญจรได้สะดวก แม้จะมีพื้นที่บางแห่งที่ออกแบบได้ดี เช่น ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ที่มีทางเชื่อมและลิฟต์ครบครัน แต่กลับกลายเป็นเพียง “เกาะแห่งความเจริญ” ที่ถูกตัดขาดจากเส้นทางภายนอก นายเอกชัยย้ำว่า เส้นทางจากสถานีรถไฟฟ้าไปยังมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นตัวอย่างชัดเจนที่ทั้งไกล ขรุขระ และเข้าถึงได้ยากสำหรับผู้พิการ
เสียงสะท้อนจากพวกเขาทั้งสองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองที่มุ่งเน้นแต่ความเร็วและความสวยงาม ได้ทิ้งใครหลายคนไว้ข้างหลัง และตอกย้ำว่าโจทย์ที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาเมืองหลวงแห่งนี้ คือการสร้างเมืองที่ “ทุกคน” สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและปลอดภัยอย่างแท้จริง
ด้าน ดร.วรชล ถาวรพงษ์ รองผู้อำนวนการสำนักเทศกิจ กล่าวว่า ปัญหาทางเท้าในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องซับซ้อนที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารเมืองหลวง ทางเท้าที่ควรเป็นของคนทุกคนกลับถูกใช้งานผิดประเภท ทั้งการขับขี่ของรถจักรยานยนต์ การตั้งวางสิ่งของ หรือการค้าขาย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน และยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญทั้งเรื่องงบประมาณและพฤติกรรมของคนในสังคม
“การแก้ไขปัญหาทางเท้าจึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงทางกายภาพให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการออกแบบให้คำนึงถึง universal design โดยเฉพาะผู้พิการ ที่แม้จะเป็นกลุ่มคนส่วนน้อย แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตของเมือง เราจะเน้นดูแลในเรื่องของความเรียบร้อยเป็นหลัก รถจักรยานยนต์ขี่บนทางเท้าเป็นปัญหาบ่อยมาก จึงเอาเสาเหล็กไปตั้งเพื่อแก้ปัญหา แต่คนพิการก็ดันข้ามไม่ได้”
ทั้งนี้ เขาย้ำว่า ไม่ว่าผู้บริหาร กทม. ในแต่ละยุคจะมีนโยบายที่แตกต่างกัน ทั้งการจัดระเบียบ การเน้นการแก้ปัญหาพฤติกรรม หรือการฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะให้คนเดิน แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งหน่วยงานในสังกัด กทม. และคนในสังคมเองที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและรับผิดชอบต่อส่วนรวม เพราะสาธารณูปโภคที่ดีไม่ได้เกิดจากการออกแบบอย่างเดียว แต่เกิดจากการดูแลรักษาและใช้งานอย่างถูกต้องเพื่อให้เป็นสมบัติของทุกคนอย่างแท้จริง
เรื่องและภาพ : ธีรโชติ แซ่เฮ้า, ปารณีย์ เพียรชูชัยพันธ์ และสิริกาญจน์ แจ้งอริยวงศ์