Out of The Nest ทุนร่วมสร้างไทย-จีน 620 ล้านบาท มองหาทางรอดขยายตลาดแอนิเมชันไทย

Out of The Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ ภาพยนตร์แอนิเมชันสัญชาติไทย ประตูบานใหม่ที่เปิดโอกาสทางการตลาดสู่ต่างประเทศ จากความร่วมมือและร่วมทุนของเหล่าบุคคลที่มีความสามารถทั้งในและต่างประเทศ เป็นโอกาสในการส่งออกแอนิเมชันสู่ตลาดทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้น

Out of The Nest ทุนร่วมสร้างไทย-จีน 620 ล้านบาท มองหาทางรอดขยายตลาดแอนิเมชันไทย

Out of the Nest เดิมทีแอนิเมชันมีชื่อว่า “A Crew” มาก่อน เป็นคอนเซ็ปต์จากพาร์ทเนอร์ของ T&B Media Global ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับแพะและลูกเจี๊ยบ 7 ตัว แต่บริษัทที่ทำอยู่ก่อนหน้าไม่สามารถรับผิดชอบโปรเจกต์นี้ไปจนสุดทางได้ ทั้งด้วยเรื่องงบประมาณ และกำลังคน ทาง T&B จึงได้รับช่วงต่อของคอนเซ็ปต์ดังกล่าวเพื่อมาพัฒนาต่อจนกลายเป็น Out Of The Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบให้เราได้รับชมในปัจจุบัน

คุณกฤษณ์ เงาศรี Head of Production ของภาพยนตร์เรื่องนี้เผยว่า การร่วมทุนแอนิเมชัน เป็นโอกาสที่ดีในการออกจากกรอบเดิม ๆ ที่แอนิเมชันไทยมักจะผลิตออกมาด้วยเนื้อหาที่เน้นความเป็นไทยเพื่อขายคนไทยเป็นหลัก

จากเป้าหมายที่จะพาแอนิเมชันเรื่องนี้ออกไปสู่ต่างประเทศ คุณกฤษณ์ เผยว่า จะต้องหา Key Success Factors หรือปัจจัยที่จะพาแอนิเมชันไปสู่ความสำเร็จที่วางไว้ จึงตัดสินใจจ้างนักเขียน และผู้กำกับจาก Hollywood มาช่วยพัฒนาต่อ ไม่ว่าจะเป็น Andrew Gordon (Executive Director), Gillian Berrow (นักเขียนบท) และ Arturo Hernandez (Development Director) ทั้งสามคนล้วนเป็นบุคลากรที่ทำงานด้านแอนิเมชันระดับโลกมาแล้วทั้งสิ้น การได้ทีมงานที่มีประสบการณ์ระดับโลกมาร่วมพัฒนาแบบนี้ ทำให้คุณภาพของแอนิเมชันเป็นสากลมากยิ่งขึ้น และด้วยกระแสแอนิเมชันที่จีนกำลังได้รับความนิยม จากการประสบความสำเร็จของแอนิเมชันเรื่อง NAJA ที่ได้รายได้ไปกว่า 23,000 ล้านบาท ทำให้ทาง T&B ตัดสินใจเจาะตลาดแอนิเมชันที่ประเทศจีนเป็นหลัก

Out of The Nest ทุนร่วมสร้างไทย-จีน 620 ล้านบาท มองหาทางรอดขยายตลาดแอนิเมชันไทย

การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าไปฉายที่ประเทศจีนได้นั้น ตามเงื่อนไขของประเทศจีน การที่จะนำ IP หรือทรัพย์สินทางปัญญาใหม่เข้าฉายภายในประเทศ จะต้องเข้าฉายในรูปแบบของ Co-Production เท่านั้น และจะต้องมีทีมงานรวมถึงบรรยากาศของประเทศจีน 30% เป็นอย่างน้อย ทาง T&B จึงได้บริษัทผลิตแอนิเมชันชั้นนำของจีนอย่าง Base FX ที่เคยมีผลงานโด่งดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Netflix Wish Dragon, My Little Pony : A New Generation เข้ามาร่วมทำ Production และร่วมลงทุนกับแอนิเมชันเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บริษัทจากทางจีนจะร่วมลงทุนด้วย ทุนสร้างหลักก็ยังมาจากไทยเช่นเดิม

คุณสุเมธา ดูเบย์ (คุณซู) Producer เผยว่า การที่จะนำภาพยนตร์แอนิเมชันเข้าฉายในประเทศจีนจะต้องผ่านกองเซนเซอร์ของจีนอย่างเข้มงวดถึง 3 ครั้ง ทั้งในส่วนของเนื้อหา ทีมงาน และคุณภาพผลงาน ที่ต้องมีการปรับและแก้ไขอยู่หลายครั้งเพื่อให้สามารถเข้าฉายในประเทศจีนได้ เพราะในหนึ่งปีภาพยนตร์ต่างประเทศสามารถเข้าฉายในประเทศจีนได้เพียง 40 เรื่องเท่านั้น

ด้าน คุณวันชนะ อินทรสมบัติ (คุณวิค) Art Director ได้เผยถึงขั้นตอนการทำงานกับจีนว่า ในช่วงแรกของการวาง Art Style ยังไม่ได้มีการ Design ให้มีความเป็นจีนมากขนาดนี้ แต่เมื่อทางจีนเข้ามาร่วมมือ ทำให้ต้องมีการ Design ให้ครอบคลุมและสามารถนำเข้าฉายในจีนให้ได้ จึงมีการออกแบบให้ผสมความเป็นตะวันตก, เอเชีย, จีน หากแต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ และสามารถเข้าฉายในจีนและทั่วโลกได้พร้อม ๆ กัน

Out of The Nest ทุนร่วมสร้างไทย-จีน 620 ล้านบาท มองหาทางรอดขยายตลาดแอนิเมชันไทย

คุณวันชนะ เผยว่า ช่วงแรกมีการเสนอความคิดที่จะออกแบบตัวละครให้มีความไม่สมส่วนมากนัก คล้ายกับหนังของ Pixar และ Disney แต่ก็ถูกปัดตกไปด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ เพื่อให้ทีมผลิตสามารถสร้างสรรค์ออกมาได้โดยไม่หนักเกินไป ด้วยความที่ Out Of The Nest เป็นแอนิเมชันที่มีความละเอียดในส่วนของเส้นผมและขนที่สูงเป็นอย่างมาก ทำให้ต้องใช้งบประมาณในการผลิตที่สูงตามมา 

“หากแต่การทำงานระหว่างประเทศนั้น ทุกอย่างก่อนที่จะถูกส่งไปให้ทางจีนตรวจสอบจะต้องผ่าน Co-Director คนไทย คุณวีรภัทร ชินะนาวิน ในการตรวจสอบเสียก่อน ทำให้ไม่ได้มีปัญหาและเป็นอุปสรรคในการทำงานต่อตนเองมากนัก” คุณวันชนะ กล่าว

หลังจากฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ภาพยนตร์แอนิเมชัน Out of The Nest ก็เสร็จสมบูรณ์และสามารถนำเข้าฉายที่จีนได้ นอกจากนี้ยังกลายเป็นแอนิเมชันไทยเรื่องแรกที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในงาน Annecy International Animation Film Festival 2024 เทศกาลภาพยนตร์แอนิเมชันแถวหน้าของโลก ซึ่งถือเป็นการการันตีคุณภาพของแอนิเมชันเรื่องนี้ และเป็นความภาคภูมิใจของคนทำแอนิเมชันและคนไทย

Out of The Nest ทุนร่วมสร้างไทย-จีน 620 ล้านบาท มองหาทางรอดขยายตลาดแอนิเมชันไทย

แอนิเมชันไทยจะไปต่ออย่างไร?

คุณกฤษณ์ อธิบายว่า แรกเริ่มการตั้งเป้าหมายที่จะฉายแค่ตลาดในประเทศไทยอย่างเดียวคงเล็กเกินไป ผู้สร้างแอนิเมชัน Out of The Nest องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ จึงเลือกที่จะผลิตแอนิเมชันออกมาโดยมีเป้าหมายที่จะออกฉายสู่ตลาดโลก ไม่หยุดแค่การฉายในประเทศไทย และไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มภายในประเทศไทยอีกต่อไป คำถามต่อมาคือแอนิเมชันระดับโลกต่างใช้ทุนสร้างหลายพันล้านบาทต่อหนึ่งเรื่อง ด้วยความแตกต่างในเรื่องของ GDP และโครงสร้างของประเทศไทย ที่ไม่สามารถใช้เม็ดเงินมหาศาลในการสร้างแอนิเมชันได้ ตัวของ Out Of The Nest ในฐานะภาพยนตร์แอนิเมชันไทย จะแข่งขันกับแอนิเมชันเหล่านั้นในตลาดโลกได้อย่างไร?

หากย้อนกลับไปสำรวจความเป็นไปของแอนิเมชันไทยในอดีต จะพบว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีภาพยนตร์แอนิเมชันไทยเรื่องไหนเลย ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้วได้รายได้จากผู้ชมคนไทยมากกว่าทุนที่ใช้สร้าง ซึ่งต่างจากแอนิเมชันของต่างประเทศอย่าง Disney, Pixar, Dreamworks หรือ Illumination ที่เมื่อเข้าฉายในไทยก็มักจะได้รับกระแสตอบรับจากผู้ชมไทยอย่างล้นหลามแทบทุกเรื่อง

ยกตัวอย่างรายได้จากแอนิเมชันไทยที่รายได้สูงสุดที่เคยมีมาอย่าง “ก้านกล้วย” โดยกันตนา แอนนิเมชั่น สตูดิโอ ที่ออกฉายใน พ.ศ. 2549 ได้รายได้ไปทั้งสิ้น 98 ล้านบาทจากทุนสร้าง 150 ล้านบาท ถึงแม้ว่าก้านกล้วยจะขาดทุนในแง่ของรายได้ในประเทศไทย แต่ในทางกลับกัน ก้านกล้วยก็ประสบความสำเร็จในแง่ของคำวิจารณ์ และรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ให้ต่างประเทศ

ก้านกล้วยดูเหมือนจะเป็นแอนิเมชันที่เป็นแสงสว่างของวงการแอนิเมชันไทยก็จริง แต่ทว่า นับจาก ก้านกล้วยมา ก็ไม่มีแอนิเมชันไทยเรื่องไหนทำกำไรได้อีก เช่น แอนิเมชันไทยที่ใช้ทุนสร้างกว่า 230 ล้าน อย่าง “๙ ศาสตรา” โดย Igloo Studio และ Exformat Film ก็ได้รายได้ไปเพียง 100 ล้านบาท หรือแอนิเมชัน แอ็กชัน-ไซไฟฟอร์มยักษ์ของไทยอย่าง “นักรบมนตรา ตำนานแปดดวงจันทร์” ของ RIFF STUDIO เอง ก็ได้รายได้จากการฉายไปเพียง 8 ล้านบาท จากทุนสร้าง 200 ล้านบาท

Out of The Nest ทุนร่วมสร้างไทย-จีน 620 ล้านบาท มองหาทางรอดขยายตลาดแอนิเมชันไทย

การที่ Out Of The Nest เป็นแนวทางใหม่ของแอนิเมชันไทย ที่มีเป้าหมายสู่ตลาดโลกย่อมไม่ใช่เส้นทางที่ง่าย นอกจากการฉายทั่วโลกแล้ว Out Of The Nest นั้นจะไม่สิ้นสุดเพียงแค่การได้เข้าฉายในรูปแบบภาพยนตร์แอนิเมชันเท่านั้น

คุณกฤษณ์ เผยว่า มีแผนการตลาดถึง 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ก็คือการผลิตแอนิเมชันออกมา ซึ่งก็สำเร็จไปได้ด้วยดี ส่วนที่ 2 ช่วงของการฉาย ซึ่งวัดรายได้ตลอดการฉาย และเสียงตอบรับของผู้ชม และในอนาคตกับส่วนที่ 3 จะเป็นการสร้างผลงานหลังการฉายโดยการผลิตสินค้าจากภาพยนตร์ให้ออกมาในรูปแบบสินค้าที่หลากหลาย เช่น Figure, Art Toy ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน หรือ เกม ที่จะถูกปล่อยตามมาในอนาคต เพื่อที่จะทำให้ตัว Out Of The Nest ได้ออกไปสู่ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

“เอาจริง ๆ ความไทยไม่ไทยไม่สำคัญ แต่แอนิเมชันที่ดี ขอแค่สามารถสื่อในสิ่งที่ตัวบท กับผู้กำกับต้องการได้มันก็ดีแล้ว“

คุณวันชนะ ได้ระบุว่า ไม่ต้องห่วง หากคิดว่าแอนิเมชันเรื่องนี้จะไม่ค่อยมีความเป็นไทยนัก เพราะกว่า 70% ของทีมงานสร้างก็เป็นคนไทย เพียงแต่มีผู้กำกับจากต่างประเทศ และ Partner จากประเทศจีนเข้ามา แต่ยังไงก็เป็นผลงานจากความคิดของคนไทย และคนไทยก็ได้สร้างขึ้นมา แต่ก็เข้าใจคนที่ตัดสินใจที่จะไม่ดู ด้วยโครงสร้างสังคมของประเทศเราที่คนส่วนใหญ่กว่าจะเก็บเงินกันได้ในแต่ละวันก็ลำบาก การจะตัดสินใจดูภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งเขาก็ต้องเสียเงินที่เก็บมาเพื่อเข้าไปดู ทำให้เข้าใจได้สำหรับผู้ที่ไม่ได้มาดู เพียงแต่อยากให้ช่วยกันสนับสนุนแอนิเมชันไทยต่อไป และรอชมผลงานของเราในอนาคตได้

คุณพรวิรุณ ได้กล่าวว่า อยากให้ทุกคนภูมิใจด้วยกัน ถึงแม้จะมีการร่วมมือกับจีน แต่ก็แสดงว่าเราได้พาอุตสาหกรรมแอนิเมชันไทยไปสู่ระดับโลกแล้ว ถือเป็นโอกาสให้น้อง ๆ ที่เรียนแอนิเมชันรุ่นใหม่หรือบริษัทในไทย ได้ช่วยกัน และสนับสนุนกัน จริง ๆ ก็ควรส่งเสริมซึ่งกันและกัน ว่าเราได้ก้าวออกไปแล้วนะ แล้วเราจะไปได้ไกล แค่ไหนมันก็อยู่ที่คนไทยด้วยกันแหละที่จะส่งเสริมผลักดันกัน

“สุดท้ายก็คือทีมงานคนไทยที่เป็น Original Creative ที่ทำให้เราสามารถไปไกลถึงระดับ Global ได้”

Out Of The Nest ภาพยนตร์แอนิเมชันสัญชาติไทยที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ “อาเธอร์” แพะหนุ่มช่างตัดผม ผู้มีความทะเยอทะยานมากกว่าใคร ได้รับภารกิจในการดูแลปกป้ององค์รัชทายาทที่เป็นลูกเจี๊ยบทั้ง 7 องค์ซึ่งมีบุคลิกแตกต่างกันออกไป ทั้งอาเธอร์และเหล่าลูกเจี๊ยบจะต้องร่วมมือกันต่อสู้และฝ่าฟันอุปสรรคมากมายเพื่อเอาชนะพลังของพ่อมดร้าย เพื่อรักษาอาณาจักรแคสตีเลียของพวกเขาไว้

ภาพยนตร์ได้เข้าฉายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ปัจจุบันยังคงฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศไทย ได้รายได้จากผู้ชมชาวไทยไปแล้ว 40 ล้านบาททั่วประเทศ* จากทุนสร้าง 620 ล้านบาท และจะได้เข้าฉายในต่างประเทศถึง 40 ประเทศทั่วโลก

.

*ข้อมูลรายได้ ณ วันที่ 23 กันยายน 2567 

เรื่องและภาพ ฐิตินันท์ , พรรษกร, บูรพา

ภาพบางส่วนจาก T&B Media Global (Thailand) 

อ้างอิงข้อมูลจาก Thailand Box Office and Entertainment, Theaterist – ชีวิต ติด หนัง, BaseFX Animation, T&B Media Global (Thailand) 

ข้อมูลสัมภาษณ์ คุณกฤษณ์ เงาศรี, คุณสุเมธา ดูเบย์, คุณพรวิรุณ แก้วทอง, คุณวันชนะ อินทรสมบัติ

Picture of JNplus

JNplus

แชร์บทความนี้

โพสต์ยอดนิยม

คุณอาจจะชอบ