
การเปิดรับรอบพอร์ตฯ มากขึ้น กลายเป็นแรงกดดันใหม่ของนักเรียนที่ต้องเร่งติว เก็บกิจกรรม และเตรียมแฟ้มสะสมผลงาน ขณะเดียวกันธุรกิจติวและรับทำพอร์ตฯ เติบโตตามดีมานด์ที่สูงขึ้น ด้านอาจารย์เตือนต้องเพิ่มการคัดกรองเพื่อให้การคัดเลือกสะท้อนศักยภาพจริงของเด็ก
หลังจากแนวนโยบายของ รองศาสตราจารย์ ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ ผู้จัดการระบบ TCAS ได้แถลงว่า การเพิ่มโควตาในรอบนี้เป็นเหมือนการวัดความมุ่งมั่นตั้งใจ (Passion) ของนักเรียนในการเข้าศึกษาต่อ แต่เสียงสะท้อนจากนักเรียนมัธยมปลายกลับมองว่า การวัด Passion ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมาพร้อมภาระด้านเวลาและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทั้งค่ากวดวิชา ค่าสอบภาษา ค่าส่งผลงานเข้าประกวด รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝงจากการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้ปกครองต้องแบกรับ
เสียงสะท้อนจากนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ Dek69 ที่กำลังจะเข้าสู่ระบบ TCAS อย่างเต็มตัวเผย “โรงเรียนติวพอร์ตเกิดขึ้นเพราะโรงเรียนไม่ได้ช่วยแนะแนวเด็ก ส่วนกวดวิชาก็เกิดขึ้นเพราะในห้องเรียนไม่ได้สอนสิ่งที่ควรจะสอน”
นี่จึงเป็นอีกปัญหาที่แก้ไม่ตก เมื่อโควตารอบพอร์ตฯ เพิ่มขึ้น แต่นักเรียนกลับมองว่าโรงเรียนไม่ได้สนับสนุนให้พวกเขาสามารถสร้างผลงานนอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียนได้เลย เพราะตารางเรียนที่อัดแน่น รวมถึงกิจกรรมนอกห้องเรียนที่มีจำกัด นักเรียนต่างจังหวัดยังบอกอีกว่ากิจกรรมที่สามารถเก็บเข้าพอร์ตฯ ได้ก็อยู่ในเมือง มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงมากมาย ทำให้การเก็บผลงานเพื่อทำแฟ้มสะสมผลงานเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา และนำไปสู่ธุรกิจใหม่อย่าง “การรับจ้างทำพอร์ตฯ” ในที่สุด
ด้านคนรับทำพอร์ต (ไม่ประสงค์ออกนาม) เผยว่า การรับจ้างทำพอร์ตโฟลิโอ เกิดขึ้นเพราะมีความต้องการจริง เด็กหลายคนทำพอร์ตเองไม่เป็น ออกแบบไม่สวย หรือเขียนเรียงความไม่ดึงดูด จึงเลือกใช้บริการ แม้งานส่วนใหญ่จะอิงจากผลงานจริงของเด็ก แต่ก็มักมีการ “เสริม” หรือ “แต่ง” ให้ดูน่าสนใจมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้กรรมการหยิบไปพิจารณา เขายอมรับว่าธุรกิจนี้ช่วยเด็กบางกลุ่มจริง แต่ก็สร้างความเหลื่อมล้ำ เพราะเด็กที่มีเงินย่อมซื้อความพร้อมและโอกาสได้มากกว่าเด็กที่ไม่มี สุดท้ายระบบการศึกษาก็กลายเป็นการแข่งขันเรื่องฐานะและภาพลักษณ์ มากกว่าศักยภาพที่แท้จริงของนักเรียน
“เพราะมันมีดีมานด์อยู่แล้ว เด็กหลายคนไม่มีทักษะการออกแบบ หรือเขียนเรียงความให้ดึงดูด หรือทำให้พอร์ตดูน่าสนใจ แต่ก็ต้องการโอกาสเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็เลยเข้ามาเติมช่องว่างตรงนี้ และที่สำคัญคือเงินมันดี เงินมันหอมอะ ถ้ารับทำได้ก็ทำ แต่ก็บอกแล้วนะ ว่าไม่ได้การันตีนะ ว่าติดอะ เพราะก็ขึ้นอยู่กับผลงาน”
ดร.นันทกา สุธรรมประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศและสื่อใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การที่ ทปอ. เปิดรับรอบพอร์ตฯ มากขึ้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในด้านข้อดี การทำพอร์ตฯ เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพของตนเองในการรังสรรค์ผลงาน และแสดงศักยภาพของตนเองในด้านสกิลต่าง ๆ ที่เขามี แต่ก็มีข้อเสียที่บางครั้งเนื้อหาของพอร์ตฯ ไม่สามารถแสดงออกถึงศักยภาพของเด็กได้เท่าที่ควร หรือ เด็กบางคนก็มีศักยภาพเพียงแต่ไม่ได้แสดงศักยภาพออกมาสู่สาธารณะ ทำให้ไม่สามารถผ่านการคัดเลือกในรอบนี้ได้ ดร.นันทกา สุธรรมประเสริฐ ยังเปิดเผยอีกว่า การแยกพอร์ตฯ ที่จ้างทำกับพอร์ตที่ทำด้วยตนเองนั้นแยกได้ยาก ทำให้ต้องมีกระบวนการคัดกรองอีกที เช่น การสอบความถนัดหรือการสัมภาษณ์
“การรับรอบพอร์ตมากขึ้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือเด็กบางคนอาจจะไม่ถนัดวิชาการ แต่ถนัดการทำพอร์ต ซึ่งการส่งพอร์ตด้านนึงก็คือทำให้เห็นสกิลในด้านของเขา อีกด้านนึงก็ทำให้เห็นอัตลักษณ์ หรือมีความเข้าอกเข้าใจในด้านนั้นยังไง แต่ถ้าหากเขาไม่ได้มีสกิลทางด้านนี้ หรือไม่โดดเด่น อาจจะมีศักยภาพอยู่ข้างใน แต่ไม่ได้แสดงออก ซึ่งอันนี้จะเป็นข้อเสียของรอบพอร์ต”
การเปิดรับรอบพอร์ตฯ มากขึ้นถูกมองว่าเป็น “ใบเบิกทาง” ของนักเรียน แต่กลับสร้างแรงกดดันและค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทั้งการติว การเก็บกิจกรรม และการจ้างทำพอร์ตฯ ธุรกิจพอร์ตฯ จึงเติบโตเพราะมีความต้องการ แต่ก็นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้น เด็กที่มีเงินซื้อโอกาสได้มากกว่า ขณะเดียวกัน พอร์ตฯ ยังไม่สามารถสะท้อนศักยภาพเด็กได้ทั้งหมด ทำให้ต้องมีการคัดกรองเพิ่มเติม
เรื่อง: ชัยศิริ ลือสันเทียะ, ณัฐจิรา มาแฉล้ม, มนัสชิตา เลิศเยาวฤทธิ์
ภาพ: มนัสชิตา เลิศเยาวฤทธิ์