
“นักวิชาการเผย พุทธพาณิชย์ยังมีความจำเป็น แต่สังคมต้องการความโปร่งใส”
ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ “พุทธพาณิชย์” นักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนาชี้ยังมีความจำเป็น หากวัดบริหารจัดการเงินโปร่งใส พร้อมสะท้อนการละเลยของรัฐที่ผลักภาระให้วัด ขณะที่ผู้ประกอบการพระเครื่องมองว่าเป็นช่องทางสร้างรายได้และช่วยเหลือชุมชน ส่วนแพทย์ด้านสมองอธิบายการยึดเหนี่ยวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเพิ่มความมั่นใจและแรงผลักดันในการตัดสินใจของผู้คน


อาจารย์วีรยุทธ เกิดในมงคล อาจารย์ประจำหลักสูตรปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระบุว่า ปัญหาพุทธพาณิชย์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในปัจจุบัน เกิดจากการขาดความโปร่งใสในการจัดการเงินของวัด พร้อมย้ำว่ายังมีความจำเป็นบางประการที่พุทธพาณิชย์ต้องดำรงอยู่ หากได้รับการบริหารจัดการอย่างซื่อสัตย์สุจริต
“ทุกวันนี้ เราเห็นว่า พุทธพาณิชย์เป็นปัญหา เพราะเราไม่เห็นถึงการบริหารจัดการเงินของวัดที่โปร่งใส ถ้าวัดทำให้คนธรรมดารู้ได้ว่าเงินไปอยู่ตรงไหน จัดการกันยังไง มันก็ไปต่อได้ มันมีความจำเป็นบางอย่างที่พุทธพาณิชย์ยังต้องไปต่อ มันคงจะต้องมีคนที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้ได้อย่างซื่อสัตย์สุจริต”
ทั้งนี้ อาจารย์ยังชี้ให้เห็นว่า แม้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไม่ได้ให้เงินอุดหนุนวัดโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการโยกย้ายเงินและผลประโยชน์ภายในที่ไม่โปร่งใส และมักมีลูกศิษย์หรือผู้เกี่ยวข้องนำโครงการต่าง ๆ เข้ามาเสนอจนวัดต้องใช้เงินไปกับกิจกรรมเหล่านั้น “คำถามคือ หน้าที่การสร้างสาธารณูปโภค การช่วยเหลือชาวบ้าน หรือดูแลผู้ยากไร้ ที่นอกเหนือจากการสอนธรรม เป็นหน้าที่ของใคร? มันสะท้อนว่าหน่วยงานรัฐไม่ได้ทำหน้าที่ส่วนนั้นหรือเปล่า คนมีหน้าที่ไม่ทำ คนทำไม่ใช่หน้าที่”

นอกจากนี้เรายังมีความเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจพระเครื่อง ที่เรียกได้ว่าเป็นกำลังสำคัญในการค้นหาลูกศิษย์ลูกหามาร่วมบริจาคเงินเข้าวัด ที่ชี้ว่าพวกเขาก็แค่อยากจะช่วยหลวงพ่อ มีข่าวอะไรก็บอกกันต่อไป เงินที่ได้จะนำไปสร้างสิ่งของเท่าไหร่คุ้มเงินไหม ก็ไม่อาจทราบได้ แต่สุดท้ายปลายทางมันออกมาเป็นสิ่งของสิ่งก่อสร้าง หรือถ้ามีการเช่าบูชาพระ พวกเขาก็จ้างคนในพื้นที่ให้ไปเช่ามาให้ สร้างอาชีพมีรายได้ ถือว่าเป็นการช่วยเหลือคน พระอื่นเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่พระที่เคารพบูชาอยู่ ยังคงน่าเลื่อมใส
ด้านประชาชน ชี้ยังคงเข้าวัดธรรมบุญเพราะได้ความสบายใจ แต่ไม่ค่อยหยอดเงินบริจาคในตู้ เน้นให้เงินกับการช่วยเหลือสัตว์มากกว่าเพราะเห็นหลักฐานประจักษ์จริง ถ้าวัดสามารถแสดงให้เห็นถึงที่มาที่ไปของเงินคงน่าบริจาคมากกว่า
ทั้งนี้ เพื่อให้เข้าใจเหตุผลของแรงจูงใจของสิ่งที่ผู้คนเคารพบูชามีผลต่อการตัดสินใจลงมือทำในหลายเรื่อง ซึ่งในเชิงวิทยาศาสตร์ สมองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์เลือกที่จะลงมือปฏิบัติจริง นายแพทย์อุเทน บุญอรณะ อายุรแพทย์โรคระบบประสาทและสมองได้ให้เหตุผลถึงการที่คนส่วนใหญ่คิดที่จะลงมือทำบางสิ่งแต่ขาดความมั่นใจจนต้องใช้สิ่งของยึดเหนี่ยว เช่น เครื่องรางของขลัง สิ่งนี้เกิดจากการที่มนุษย์มีความลังเลในจิตใจ การมูหรือบูชาสิ่งเหนือธรรมชาติจะไปทำงานกับสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวกับการวางแผน ตัดสินใจ หรือคิดไตร่ตรอง สมองส่วนนี้อาจถูกปิดการกั้นการทำงาน แม้ว่าจะดูไม่ใช่เรื่องดี แต่เป็นส่วนที่ทำให้คนแน่วแน่และมุ่งมั่นที่จะกระทำสิ่งนั้นมากขึ้น จนเกิดผลสำเร็จ

ท้ายที่สุดแล้ว การคงอยู่ของ “พุทธพาณิชย์” อาจเป็นคำถามที่ไม่ควรหายไป แต่เป็นคำถามที่สมควรมีอยู่ตลอด เมื่อเจอการกระทำที่สุ่มเสี่ยง เพราะหากเปิดมุมมองเราจะพบได้ทั้งผลดีและผลเสียของการมีอยู่นี้ แต่สิ่งที่สมควรกระทำมากที่สุด อาจเป็นการที่ภาครัฐและวัดมีการบริหารจัดการที่ “โปร่งใสและเป็นรูปประธรรม” จนเห็นประจักษ์กันทุกฝ่ายในสังคมก็เป็นได้
เรื่อง : ธนทร บุญสังข์, อรปรียา จันทร์แสง, ปภาวรินทร์ ภู่เกลี้ยง
ภาพ : ธนทร บุญสังข์, อรปรียา จันทร์แสง