วิกฤตโลกรวน อุณหภูมิเพิ่ม 1.3 องศาเซลเซียส กระทบภาคการเกษตรหนัก พืชเศรษฐกิจเสียหาย ไร้คุณภาพ นักวิชาการ ย้ำ เกษตรกรต้องปรับตัว ภาครัฐต้องเตรียมมาตราการรับมือด่วน ก่อนจะสายเกินแก้
Key Point
- ปัจจุบันอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ํC และอุณหภูมิค่ากลางของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 30 ํC นับเป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อนักชีววิทยาและนักพฤกษศาสตร์
- นักพฤกษศาตร์ชี้ ความแปรปวนเพิ่มขึ้น พื้นที่เกษตรกรรมไร้คุณภาพ ผลผลิตทางการเกษตรขาดแคลน ย้ำ เกษตรกรต้องปรับตัว จะต้องเรียนรู้เรื่องดิน เรื่องต้นไม้ที่เหมาะกับดิน และมีแนวคิดในการจำหน่ายสินค้าต้องมีมากขึ้น
- นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ส่งผลกระทบต่อระบบทั้งระยะสั้น ระยะยาว สินค้าบางอย่างขาดตลาด ราคาสูง ผู้ประกอบการรายย่อย ธุรกิจบอบบาง อาจต้องปิดตัวลงเนื่องจากแบกรับความกดดันไม่ไหว
- ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ความหวังของมนุษยชาติ วิถีเศรษฐกิจแบบใหม่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
คุณสุพิศ แก้วคำลา เกษตรกรชาวจันทบุรี เผย ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเป็นอุปสรรค ในการทำสวนทุเรียนในปีที่ผ่านมา ต้นทุนในการทำทุเรียนปีนี้ สูงขึ้นกว่าปีก่อน ปัจจัยที่เห็นได้ชัด คือ ต้นทุนค่าสารเคมี และ น้ำ สารเคมีหล่านี้มีราคาสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันแพง ระยะทางกว่าจะถึงจังหวัดจันทบุรี ทำให้ราคาสูง ปัญหาความแห้งแล้ง น้ำตามแหล่งธรรมชาติไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องซื้อน้ำจากแหล่งน้ำอื่นมาทดแทน เพื่อรักษาสภาพปกติให้ต้นทุเรียนมากที่สุด ปริมาณน้ำต่อทุเรียนหนึ่งต้นภายในหนึ่งหนึ่งวัน อาจสูงถึง 500 ลิตรต่อต้น การซื้อน้ำหนึ่งครั้งมีราคาสูงถึงครั้งละหลายหมื่นบาท“สิ่งที่ไม่เคยเกิดก็เกิด พายุมาถี่ขึ้น ซึ่งปกติอะไรแบบนี้หลาย ๆ ปีจะมาครั้ง แต่ทุกวันนี้มันเกิดขึ้นเป็นระยะ 2-3 ปีครั้ง ทั้งพายุ น้ำป่า ลมกรรโชก ทำให้เกษตรกรทำงานยากขึ้น บางสวนพายุเข้าตอนทุเรียนเป็นลูกแล้ว ลมมาทีพัดหล่นเสียหายหลายร้อยตัน เท่ากับว่าต้นทุนปีนั้นก็หายไปเปล่า ๆ”
MDPI ผู้จัดพิมพ์วารสารวิทยาศาสตร์ บทความ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกต่อการผลิตทางการเกษตร 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา อธิบายว่า อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เป็น 1.3 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นจาก 0.8 องศา ภายในปี ค.ศ. 1850 ถึง ค.ศ. 2019 และล่าสุด ผศ.ดร. รสริน พลวัฒน์ อาจารย์คณะวิทยาศาตร์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์จุฬาลงกรณ์ เผยว่า ตอนนี้อุณหภูมิค่ากล่างของประเทศไทยอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส ชี้นี่คือตัวเลขอันตราย มีแนวโน้มก่อให้เกิดภัยแล้ง ไฟป่า ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และน้ำท่วม ที่กำลังทำลายสถิติตัวเองอย่างช้า ๆ


ผศ.ดร. รสริน พลวัฒน์ อาจารย์คณะวิทยาศาตร์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์และนักวิจัยด้านความหลากหลายของพืช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า
สภาพอากาศแปรปวน สร้างความน่ากังวลให้แก่ชาวเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพืชที่ต้องใช้น้ำเยอะ หากน้ำไม่พอ ผลผลิตไม่สามารถออกดอกได้ ต้นอ่อนแอ ศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องสิ้นเปลืองไปกับการหาน้ำมาเพิ่ม หากฤดูมรสุม อาจพัดดอกของพืชพวกนี้ได้ โดยเฉพาะทุเรียนที่น่ากังวลทั้งสองอย่าง คือ ลมมรสุม กับ ความแห้งแล้ง
“วิฤกติโลกรวนส่งผลต่อเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจใกล้ทะเลอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างจังหวัดสมุทรสาคร ปลูกผลไม้ในพื้นที่ปากน้ำ บริเวณน้ำกร่อย การละลายของน้ำแข็งในขั้วโลกทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำเค็มไหลเข้าสู้พื้นที่น้ำกร่อย ส่งผลให้ความเค็มในดินเปลี่ยน รสชาติผลไม้เปลี่ยน พร้อมยืนยันหากคุณภาพเปลี่ยน ราคาต้องเปลี่ยนแน่นอน”
ผศ.ดร. รสริน อธิบายสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมเชียงราย เพิ่มเติมว่า
น้ำท่วมที่เชียงราย กำลังบอกให้เรารู้ว่าบนภูเขาไม่มีต้นไม้ใหญ่ไว้ยึดหน้าดินเหมือนในอดีต เพราะน้ำที่ไหลท่วมแหล่งชุมชนมีลักษณะเป็นน้ำผสมกับโคลน การปลูกต้นไม้ทดแทนอาจใช้เวลาถึง 50 ปี ในตอนนั้นพายุอาจทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
“อย่างกรณีล่าสุดที่เชียงราย การที่น้ำบวกกับโคลนไหลลงมาใส่บ้านคน กำลังบอกให้รู้ว่า บนภูเขาไม่มีต้นไม้ไว้ยึดหน้าดินแล้ว ไม่มีต้นไม้ช่วยเหมือนแต่ก่อน ต้นไม้ที่ปลูกทดแทนก็ยังเล็กเกินไป กว่าจะโตต้องใช้เวลาอีก 50 ปี ซึ่งอีก 50 ปีข้างหน้าที่ตูมตูมกันอยู่ทุกวันนี้ (พายุ) จะรุนแรงแค่ไหน แต่ครูว่าแนวโน้มมันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เราจะรอให้ธรรมชาติเตือนเราไม่ได้ อย่างบทเรียนเชียงราย เราต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น”

ความเสียหายในภาคเกษตรกรรมจากภาวะโลกรวน เพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ
Frontiers Media SA ผู้จัดพิมพ์วารสารวิทยาศาสตร์ ระบุในบทความ การตอบสนองของพืชต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการผลิตทางการเกษตรมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยและปริมาณน้ำฝน ความสามารถในการคาดเดาเหตุการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่รุนแรง (เช่น คลื่นความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง ฯลฯ) การเปลี่ยนแปลงของแมลงและโรคพืช การเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศและความเข้มข้นของโอโซนในระดับพื้นดิน และการเปลี่ยนแปลงคุณภาพทางโภชนาการของอาหารก็ถือว่าเป็นข้อเสียประการหนึ่งของปรากฏการณ์นี้
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ความถี่และความรุนแรงของเหตุการณ์สภาพอากาศเลวร้ายเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายต่อพืชผลอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ เหตุการณ์สภาพอากาศที่เลวร้ายยังอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร ทำให้ต้นทุนการผลิตทางการเกษตรมีมูลค่าสูงขึ้น
รศ. ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์การเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ และ เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา อธิบายว่า สภาพอากาศโดยเฉลี่ยที่เปลี่ยนไป จะทำให้เกิดภาวะอากาศสุดขั้ว หรือภาษาอังกฤษ เรียกว่า Extreme Weather Events บ่อยขึ้น เมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในระดับที่ไม่คาดคิดมาก่อน ก็จะส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมาไม่สามารถรับมือได้ โดยเฉพาะในเกษตรกรรม ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น
“พื้นที่เกษตรเสียหาย ทำให้พืชผลทางการเกษตรขาดแคลน พอเรามีพวกบริษัท SME ที่เขาต้องพึ่งผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้ เพื่อที่จะเอาไปเป็นวัตถุดิบไปทำผลิตภัณฑ์ของเขา เขาก็จะมีต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้น เพราะฉะนั้น เขาจะแบกรับการขาดทุนนาน ๆ ไม่ค่อยได้ ถ้าปัญหานี้ทำให้ต้นทุนของเขาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน มันก็จะส่งผลทำให้เขาอาจจะอยู่ไม่รอดได้เหมือนกัน”
Frontiers Media SA ยังชี้ให้เห็นเพิ่มเติมว่า ความสูญเสียที่เกิดจากเหตุการณ์สภาพอากาศเลวร้ายเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในประเทศและต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ อันเนื่องมาจากการปรับเงินอุดหนุนทางการเกษตรและโครงการสินเชื่ออีกด้วย
รศ. ดร.ขนิษฐา อธิบายเรื่องผลกระทบด้านเกษตรกรรมต่อระบบเศรษฐกิจจากปัญหาภาวะโลกรวนไว้ว่าเวลาที่สภาพอากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อย อย่างเช่น ฝนไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล หรือ ฝนมาช้าขึ้น หรือฝนตกเยอะเกินไปเกินกว่าที่เกษตรกรเคยพบ ก็จะเกิดความเสียหายต่อภาคการเกษตร และพอมีความเสียหายด้านการเกษตร เกษตรกรก็จะรายได้น้อยลง อาจจะมีความยากจนมากขึ้น เพราะว่า กู้หนี้ยืมสินมาลงทุนทำการเกษตร เมื่อได้เงินมาก็ไปใช้หนี้ พอเกิดภาวะภัยแล้งหรือน้ำท่วม นาล่ม ก็จะทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินคืนหนี้ได้ ก็จะเป็นหนี้สินเรื้อรัง ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อตัวเกษตรกรเองที่มีความมยากจนมากขึ้น และพอมีเกษตรกรเป็นหนี้เรื้อรังมาก ก็จะเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจด้วย
วิธีการรับมือต่อวิกฤตโลกรวนในภาคเกษตรกรรม
MDPI ผู้จัดพิมพ์วารสารวิทยาศาสตร์ ยังอธิบายในบทความ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกต่อการผลิตทางการเกษตร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมาเพิ่มไว้ว่า เพื่อรับมือต่อความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก การเกษตรจำเป็นต้องนำมาตรการต่าง ๆ มาใช้อย่างครอบคลุม เพื่อสนับสนุนแนวทางการเกษตรที่เป็นกลางทางคาร์บอน เพิ่มความสามารถในการปรับตัวและความยั่งยืนของการเกษตรให้ดียิ่งขึ้น
มาตรการการรับมือต่อภาวะโลกรวนในด้านเกษตรกรรมจำเป็นต้องมีวิธีการรับมือทางการเกษตรที่สร้างสรรค์ เช่น เรือนกระจกกึ่งปิด การเกษตรแนวตั้ง การเพาะปลูกแบบไม่ใช้ดิน เป็นต้น อีกทั้งการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิลก็มีความสำคัญต่อการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ และการผลิตปุ๋ยที่ยั่งยืนก็สามารถช่วยลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย รวมไปถึงการบูรณาการการผลิตทางการเกษตร การบำบัดของเสีย และการรีไซเคิลทรัพยากร ก็สามารถบรรลุการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนได้อย่างครอบคลุม
นอกจากนี้ บทความดังกล่าวได้อธิบายเพิ่มว่า การพัฒนากลยุทธ์การจัดการที่ปรับตัวได้และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศก็มีความจำเป็นเช่นกัน โครงการริเริ่มเหล่านี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพ ความยั่งยืน และความสามารถในการปรับตัวของการผลิตทางการเกษตร และทำให้มีความสามารถในการรับมือความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น
ผศ.ดร. รสริน ก็ได้กล่าวถึงวิธีการรับมือต่อภาวะโลกรวนในด้านเกษตรกรรมไว้ว่า “คนที่มีบทบาทมาก คือ กรมวิชาการเกษตร จะต้องเรียนรู้เรื่องดิน เรื่องต้นไม้ที่เหมาะกับดิน และเกษตรกรก็ต้องมีความทันสมัย เพราะต่อให้พืชบางชนิดมีผลผลิตเยอะ แต่ต่อไปนี้เราต้องคิดว่าเราจะแปรรูปอย่างไร แนวคิดในการจำหน่ายสินค้าต้องมีมากขึ้น”
วิธีการรับมือหรือการปรับตัวต่อสภาวะโลกรวนในด้านเศรษฐกิจ
งานวิจัย เรื่อง Climate Change Economics over Time and Space จากสถาบันนโยบายพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา กล่าวว่า ด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยที่อยู่ระหว่าง -20°C ที่ขั้วโลกเหนือ ไปจนถึง 30°C ที่เส้นศูนย์สูตร และคาดว่าโลกร้อนจะสูงขึ้นอีก 1.4°C ถึง 4.5°C ภายในปี 2100 เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างมากทั่วโลก การค้าและการขนส่งมีค่าใช้จ่ายสูง โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพไม่มั่นคงพอ ความรู้ของผู้ที่อยู่ในกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจแพร่กระจายได้ไม่สมบูรณ์แบบ และอื่น ๆ อีกมากมาย
ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเงินจากภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับนักวิชาการ วารสาร Business Strategy and the Environment เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เผยว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านการเงินอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อครัวเรือน ธุรกิจ สถาบันการเงิน และรัฐบาล ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อความเสี่ยงด้านการเงินมีความหลากหลาย นอกจากนี้ยังนำไปสู่ความเสี่ยงด้านการเงิน โดยทำให้รายได้ของประชาชนลดลง กำไรของบริษัทลดลง การเติบโตของจำนวนสินเชื่อที่สถาบันการเงินพิจารณาว่าไม่มีประสิทธิภาพ และช่องว่างระหว่างรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลกว้างขึ้น
ผลกระทบทั้งหมดเหล่านี้จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจแบบโดมิโน ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินที่เกิดจากภาวะโลกร้อน จึงมีการนำมาตรการการรับมือมาใช้เพื่อลดการเป็นต้นเหตุของปัญหาโลกรวน และส่งเสริมการพัฒนาที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
รศ. ดร.ขนิษฐา กล่าวว่า “ต้องดูว่าเรารับมือหรือปรับตัวได้เร็วแค่ไหน เราก็จะต้องเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะมาก ไปเป็นเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง อย่างเช่น ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) จะเป็นเป้าหมายที่ไทย commit ไว้กับประชาคมโลกว่าเราจะต้องเดินไปถึงให้ได้”
“เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำได้ตามนี้จริง ระบบเศรษฐกิจเราก็อาจจะเปลี่ยนไป อย่างเช่น จากตอนนี้ที่ส่วนใหญ่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการทำกิจกรรมการผลิตแทบทั้งหมด สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ การใช้พลังงาน จากเดิมทีที่โรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในประเทศไทยใช้ถ่านหิน หรือไม่ก็ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน จะเปลี่ยนไปใช้ Solar Energy เยอะขึ้น หรือใช้พลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานสะอาดอื่น ๆ เพื่อที่จะทำให้การผลิตที่สร้างพลังงานสามารถทำได้โดยไม่เกิดภาวะโลกร้อน”

อ้างอิง : frontiersin.org
mdpi.com
epic.uchicago.edu
Business Strategy And the Environment Volume 33 Number 2
