
การไหลบ่าเข้ามาของทุนจีนในย่านการค้าชื่อดัง “เยาวราช-สำเพ็ง” ทำให้ผู้ประกอบการไทยอ่วม ชาวจีนเช่าตึกเปิดธุรกิจค้าขายแข่ง ค่าเช่าพุ่ง ขายสินค้าจีน-ตัดราคาถูก รุกหนักร้านค้าท้องถิ่นและออนไลน์
เยาวราช ไชน่าทาวน์แห่งกรุงเทพฯ ย่านการค้าเก่าแก่ของคนไทยเชื้อสายจีน มีร้านค้าและร้านอาหารมากมาย แต่ตอนนี้ถูกทุนจีนรุกหนัก จนเรียกได้ว่ากลายเป็นไชน่าทาวน์จีนแท้ ค่าเช่าที่เยาวราชนั้นเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยหลายคนสู้ค่าเช่าที่ไม่ไหวจนต้องเลิกกิจการ
ด้านผู้ประกอบการร้านอาหารย่านเยาวราชก็ได้รับผลกระทบจากเข้ามาของผู้ประกอบการจีนที่มาทำธุรกิจร้านอาหารเช่นกัน ทอฝัน เจ้าของร้านอาม่งหมาล่า เล่าว่าตนทำธุรกิจมา 7 ปีแล้ว การเข้ามาของทุนจีนทำให้หมาล่าขายดีมากขึ้น แต่ก็แลกมากับคู่แข่งทางธุรกิจที่มากขึ้น โดยผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารชาวไทยเสียเปรียบเพราะนายทุนจีนสามารถนำวัตถุดิบเข้ามาได้ในราคาที่ถูกกว่า ทำให้ต้นทุนถูกกว่าร้านของผู้ประกอบการชาวไทย ซึ่งจากเดิมเคยทำกำไรได้ 45% ปัจจุบันเหลือเพียง 15-20% เท่านั้น
“การเข้ามาของทุนจีนในธุรกิจร้านอาหารมันเป็นเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งมันก็เหมือนกับหม้อไฟหมาล่ามันก็เป็นที่นิยมมากขึ้น เป็นอาหารที่คนทั่วไปรู้จัก อีกด้านหนึ่งมันก็เกิดการแข่งขันสูงเหมือนกัน เหมือนเป็นตลาดที่ทุก ๆ คนเขาแข่งขันกัน มีบางร้านที่เปิดเพิ่มขึ้นเป็นหลายสาขา โดยไม่มีการจดทะเบียนที่ถูกต้อง ก็ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่เสียภาษีถูกต้องเสียเปรียบ”
ทอฝันเสริมว่า ร้านอาม่งต้องปรับตัวหลายอย่างเพื่อสู้กับธุรกิจทุนจีน เช่น ทำโปรโมชั่นบ่อยครั้งต่อเดือน และพัฒนาวัตถุดิบทำน้ำซุปด้วยตัวเอง ทำให้ไม่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากจีน อย่างไรก็ตาม กำไรก็ยังได้น้อยกว่าร้านของคนจีน เพราะเขาสามารถนำเข้าวัตถุดิบได้ในราคาถูก และมีต้นทุนที่ถูกกว่า

ห่างจากเยาวราชไม่ไกล อีกหนึ่งย่านการค้า “สำเพ็ง” ตลาดค้าส่งและค้าปลีกขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ มีสินค้าหลากหลายทั้งกิ๊ฟช็อป ของเล่น หรือของใช้ในครัวเรือนต่าง ๆ แต่ปัจจุบันสำเพ็งโดนปิดล้อมไปด้วยทุนจีน
ธนพินท์ แม่ค้าร้านกิ๊ฟช็อปงานไทยที่ขายของในสำเพ็งมา 8 ปี เผยว่า สำเพ็งเปลี่ยนไปมาก สินค้าที่ขายอยู่ในสำเพ็ง ร้านที่มีคนไทยเป็นเจ้าของร้านและขายสินค้าของไทยเหลือเพียงร้อยละไม่ถึง 20 นอกนั้นในบริเวณเดียวกันจะเป็นร้านของคนจีนทั้งหมด ซึ่งมีรูปแบบของลักษณะร้านที่คล้ายกัน สินค้าที่เหมือนกัน มักเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากจีน เพียงแต่จ้างคนไทยมาเฝ้าขายอยู่หน้าร้าน
ธนพินท์เล่าว่า การที่คนจีนเข้ามาเปิดกิจการกันมากขึ้น ทำให้ค่าเช่าอาคารเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรือบางทีก็ 2-3 เท่าตัว ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าที่คนจีนขายเป็นสินค้านำเข้าจากจีนทั้งหมด ซึ่งมีต้นทุนราคาถูก ทำให้เกิดการขายตัดราคากับสินค้าไทยในร้านของตน ของบางอย่างที่คนไทยขายในราคาส่ง บางทียังแพงกว่าคนจีนที่ขายในราคาปลีก
ธนพินท์เสริมด้วยว่า ผู้ค้าคนไทยต้องปรับตัวในการค้าขายหลายอย่างทั้งหน้าร้านและในสื่อออนไลน์โซเชียลมีเดีย เนื่องจากการเข้ามาของทุนจีน ทำให้เกิดการขายตัดราคากันในตลาด แม้จะเห็นว่าเป็นคนไทยที่ขาย แต่ในความจริงคนไทยเป็นเพียงแค่พนักงานที่ถูกเจ้าของร้านคนจีนจ้างมาขายอีกที สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้ร้านของธนพินท์และร้านอื่น ๆ ของคนไทยได้รับผลกระทบ เกิดการขาดทุนบ้างในบางเดือน หรือบางเดือนเมื่อหักค่าต้นทุนแล้วก็เหลือเงินแค่พอใช้จ่าย ยากที่จะมีกำไรมากให้เหลือเก็บเช่นเมื่อก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2567 ที่งาน The 11th China-ASEAN (Thailand) Commodity Fair หรือ CACF2024 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) ฮอลล์ 98 มีการจัดสัมมนาในหัวข้อ “ค้าปลีกยุคใหม่ ปรับตัวยังไงให้สู้แอพจีน (Modern Retail Strategies to Compete with Chinese Apps)” โดยมี “คุณวรเชษฐ สันทัด” หรือ “เชนทัดดาว” เจ้าของธุรกิจร้าน 20 บาท เป็นวิทยากร
คุณวรเชษฐเผยว่า ร้านค้าคนจีนในตลาดสำเพ็งขายสินค้าหมวดที่ไม่จำเป็น จึงเป็นเพียงผลกระทบเล็ก ๆ ถ้าเทียบกับร้านหมาล่าในเยาวราชที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในวงที่กว้างกว่า แต่คนจีนที่เปิดหน้าร้านในไทยต้องเสียค่าต้นทุนคงที่เช่นเดียวกับคนไทย เช่น ค่านำเข้าสินค้า ค่าเช่าที่ และค่าสาธารณูปโภค ทำให้การเปิดหน้าร้านของคนจีนไม่น่ากลัวเท่ากับในแพลตฟอร์มขายออนไลน์
แพลตฟอร์มขายออนไลน์ทำให้คนไทยสามารถซื้อสินค้าจากผู้ผลิตจีนได้โดยตรง ส่งผลให้สินค้าจีนมีราคาถูกกว่าไทย เนื่องจากไม่ต้องซื้อผ่านผู้นำเข้าและผู้ประกอบการไทย ทำให้คนไทยหันมานิยมสินค้าจีนมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงเจ้าของโรงงาน ผู้ผลิตสินค้าในไทย และทุกคนใน supply chain ที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน โดยใช้วิธี 3ส 2พ เริ่มจากการสร้างแบรนด์ เพราะแบรนด์คือมุมมองและความคิดของลูกค้าที่มีต่อสินค้าและบริการของธุรกิจ
นอกจากการสร้างแบรนด์แล้ว ผู้ประกอบการควรสร้างบริการ โดยยกระดับ Service Mind และใช้ระบบบริหารสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) เพื่อสร้างความพึงพอใจและความประทับใจให้กับลูกค้า
ต่อมา สร้างสินค้า โดยการขายสินค้าที่ผู้ประกอบการนั้นขายอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก มีความต้องการในตลาดสูง แต่มีคู่แข่งน้อย และใช้ต้นทุนการผลิตต่ำ
รวมไปถึงการเพิ่มช่องทางการขายเพื่อสู้กับสินค้าจีนที่มีการถ่ายทอดสดขายสินค้าพร้อมกันหลายแพลตฟอร์ม ผู้ประกอบการควรเปิดหน้าร้าน หรือเพิ่มการขายผ่านเซลล์และตัวแทนจำหน่าย เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงลูกค้า นอกจากการขายแค่ในออนไลน์เพียงอย่างเดียว
สุดท้าย ผู้ประกอบการต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ โดยการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และลดค่าใช้จ่าย เพื่อผลกำไรที่มากขึ้น



เรื่องและภาพ : กรกมล ชาดำ,พณิชา เพรียวพานิช,เขมจิรา เศรษฐเสรี